พุทธจริยธรรมกับปัญหาสิ่งแวดล้อม (ตอนที่ 1)
โดย พระนพดล ธีรวโร (หมู่โสภิญ)
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีพุทธศักราช
2554 ที่ผ่านมา น่าจะเป็นภาพสะท้อนให้เห็นความจริงหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติอันเกิดจากธรรมชาติ
บางคนมองว่าภัยพิบัติในครั้งนี้เป็นการเอาคืนของธรรมชาติ เพราะมนุษย์เอาเปรียบและทำร้ายธรรมชาติมาโดยตลอด ซึ่งนั่นก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลย
ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความ
สำคัญของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ หลายคนคิดหาทางออกในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
นั่นอาจจะเป็นเพราะคนเหล่านี้มองว่าศาสนาไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ศาสนาจึงถูกจำกัดภารกิจหลายประการภายใต้กรอบของความศรัทธาทางจิตวิญญาณแห่งศาสนา กว่า 2,600 ปีมาแล้วที่พระพุทธศาสนาดำรงอยู่เคียงคู่ผืนแผ่นดินโลกนี้ เป้าหมายของ พระพุทธศาสนามุ่งเน้นที่การแสวงหาหนทางดับทุกข์ของชีวิตมนุษย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจดังนั้นจึงไม่ได้เน้นโดยตรงไปที่เรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นบนโลก เพราะปัญหาทางสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหายุคปัจจุบัน
สมัยพุทธกาลไม่มีปัญหานี้ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังบริสุทธิ์ สะอาด
ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ อุดมสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ไม่เคยปรากฏหลักฐานใดๆ ว่าเบียดเบียน ช่วงชิงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์มาสร้างประโยชน์ในทางวัตถุเพื่อตนเองหรือเพื่อพระศาสนาเลย
ในทางตรงกันข้ามกลับอาศัยใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นด้วยความซาบซึ้งในคุณค่า
และมีจิตใจในการถนอมรักษาอย่างสูงส่ง อย่างไรก็ดี คำสอนในพระพุทธศาสนานั้นยังเน้นถึงความตระหนักและมีความเมตตาต่อชีวิตทั้งมวล
แต่ที่ ชีวิตสัตว์ พืชพรรณ ทรัพยากรทางธรรมชาติ เป็นต้น
ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว
อันเป็นผลมาจากความโง่เขลา ความโลภ และการขาดความเคารพต่อโลก
วิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้
ต้องการความช่วยเหลือที่เร่งด่วน การแก้ปัญหาโดยบทบาทของวิทยาศาสตร์นั้น
น่าจะยังไม่เพียงพอ เพราะทุกวันนี้ ต่างก็ยอมรับกันว่าการปลุกจิตสำนึกให้มีความรักความห่วงใยธรรมชาติอย่างแท้จริงเท่านั้น
จึงจะสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่มนุษย์จะต้องทบทวนทัศนะของตนต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เพื่อที่จะสามารถกำหนดเป้าหมายในการดำรงชีพได้เหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติและไม่กลายเป็นผู้ทำลายล้างธรรมชาติไปอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์และหยุดยั้งการทำลายล้างธรรมชาติก่อนที่จะสายเกินไป
ในศตวรรษที่ 20 นี้ ได้มีเสียงเรียกร้องดังก้อง มากยิ่งขึ้นให้มนุษย์กลับมาเยี่ยวยาโลกและถนอมสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติดังในบทความของ
Leopold1 เรื่อง “The Land Ethics” ที่เน้นถึง จริยธรรมซึ่งครอบคลุมทั้งมนุษย์ สังคม
และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ คือ
1.
จริยธรรมระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์
2.
จริยธรรมระหว่างมนุษย์ต่อสังคม
3. จริยธรรมระหว่างมนุษย์ที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของมนุษย์เอง
ซึ่งยังไม่ได้พัฒนาและขาดหายไปหรือถูกละเลย
เมื่อพิจารณาหลักจริยธรรมในพระพุทธศาสนาแล้วครอบคลุมไม่เพียงแต่
มนุษย์ต่อมนุษย์
มนุษย์ต่อสังคมแต่รวมไปถึงมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอีกด้วยซึ่งปัจจุบันวิธีคิดและทัศนะแบบพระพุทธศาสนาได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มขององค์กรพัฒนาต่างๆ
ในอนาคตกระแสความคิดแบบนี้อาจขยายตัวอย่างกว้างขวางมากขึ้น
และอาจเป็นที่ยอมรับทั้งโลกตะวันตกและตะวันออกก็เป็นได้ ก่อนที่จะตอบว่า พระพุทธศาสนามีส่วนร่วมและมีวิธีการช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร
ควรทำความเข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้ก่อนแล้วจึงแสวงหาจุดเหมาะสมต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น