จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พุทธจริยธรรมกับปัญหาสิ่งแวดล้อม (ตอนที่ 4)





พระพุทธเจ้ากับธรรมชาติ
         การศึกษาจากพุทธประวัติพบว่า พระพุทธเจ้ามีพระชนม์ชีพสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชนม์ชีพ  พระพุทธองค์ทรงประสูติในราชตระกูล อินเดียโบราณ  Wickkremesinghe3 นักประพันธ์ชาวศรีลังกาได้พรรณนาถึงบรรยากาศอันแวดล้อมด้วยธรรมชาติ ณ สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าไว้ว่า  ณ ลุมพินีวนอุทยานมีแมกไม้ที่ร่มรื่นสวยงามอยู่แห่งหนึ่ง  เมื่อพระนางสิริมหามายาเทวี เสด็จผ่านไปก็พบต้นไม้ขึ้นเรียงรายอยู่หนาแน่นเป็นกลุ่มก้อน บนพุ่มไม้แต่ละพุ่มปกคลุมด้วยดอก ไม้งามตายิ่งนัก  นกนานาพันธุ์เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ ส่งเสียงร้องรับกันอย่างร่าเริง พระนางเสด็จถึงต้นสาละใหญ่   ซึ่งหนาแน่นด้วยกิ่งใบ โดดเด่นอยู่ท่ามกลางแมกไม้ทั้งมวล  แล้วทรงรู้สึกประชวรพระครรภ์  ประสูติโพธิสัตว์ ณ โคนมหาสาละนั้นนั่นเอง”   

                 เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงเป็นพระราชกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะทรงสร้างปราสาท 3 ฤดู  เพื่อให้แน่พระทัยว่าพระองค์ทรงมีชีวิต ความเป็นอยู่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยโลกียสุขทุกประการ แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงหันเหจากชีวิตในราชวังที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ทรงมุ่งแสวงหาสัจจชีวิตหรือสัจจธรรมในสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ เช่น ราวป่า ถ้ำ ภูเขา  แม่น้ำ ลำธาร  เป็นต้น และได้ทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณภายใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา   จะเห็นได้ว่า ความสงบของธรรมชาติเป็นปัจจัยประการหนึ่งที่นำไปสู่การตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐและสารัตถะแห่งการตรัสรู้ก็คือ ธรรมชาติ  พระพุทธองค์ทรงพอพระทัยในการประทับอยู่ตามราวป่าและภูเขา  เป็นเวลา 45  พรรษา   

          ในคัมภีร์มโนปูรณีได้แสดงสถานที่และปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษาไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใน 45 พรรษาของพระพุทธเจ้านั้น เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการเสด็จจำพรรษา ณ ที่ป่าหรืออารามป่า ดังนี้

                         พรรษาที่ 1. ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ

                         พรรษาที่ 2-4 กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

                          พรรษาที่ 5.  กุฏาคารศาลา (เรือนยอด) ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี แคว้นกาสี

                          พรรษาที่ 6.  ภูเขามกุละ

                พรรษาที่ 7.  สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

                          พรรษาที่ 8.  ป่าเภสกลา (ป่าไม้สีเสียด) สุงสุมารคีระนคร แคว้นภัคคะ

                         พรรษาที่ 9.  กรุงโกสัมพี  แคว้นโกศล

                          พรรษาที่ 10. ป่าปาริเลยยก ใกล้กรุงโกสัมพี แคว้นวังสะ

                          พรรษาที่ 11. ชนบทชื่อทักขิณาคิริ เอกนาฬา แคว้นมคธ

                          พรรษาที่ 12. กรุงวรัญชา

                          พรรษาที่ 13. ภูเขาจาลียะ

                          พรรษาที่ 14. เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล

                          พรรษาที่ 15. กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ

                          พรรษาที่ 16  กรุงอาฬวี แคว้นอาฬวี

          พรรษาที่ 17.  กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

          พรรษาที่ 18-19. ภูเขาจาลียะ

          พรรษาที่ 20.  กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

          พรรษาที่ 21-45. กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล (พระเชตวันมหาวิหารบ้าง บุพพารามบ้าง)

          จะเห็นได้ว่าพรรษาที่ 1,2-4,6,8,10,11,13,15, 17, 18-19 และ 20  เป็นการเสด็จจำพรรษา ณ ป่าไม้หรือสวนป่าแม้จะเป็นการระบุเมืองเอาไว้ เช่น ราชคฤห์ แต่สถานที่ประทับจำพรรษาจริงนั้น คือ สวนป่า เช่น สวนป่าไผ่  สวนป่ามะม่วง รอบๆกรุงราชคฤห์  พรรษาที่ 12 กรุงเวรัญชา  แต่ประทับจำพรรษาที่โคนต้นไม้สะเดา    สวนป่าเหล่านั้น  ภายหลังก็ได้พัฒนาเป็นอารามและมหาวิหาร เช่น เชตวันมหาวิหารหรือเวฬุวันมหาวิหาร เป็นต้น พระพุทธเจ้าและพระสาวกจะพักในป่าต่างๆ แล้ว ภูเขา และถ้ำอีกหลายแห่งก็เคยเป็นที่พักของพระพุทธองค์4

1.          ถ้ำอินทสาละ เขาเวทิยก  เมืองราชคฤห์ 

2.          เหวทิ้งโจร เมืองราชคฤห์

3.          ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์

4.          เงื้อมเขาสัปปโสณทิก ณ สีตวัน   เมืองราชคฤห์

5.          ภูเขาคิชฌกูฏ   เมืองราชคฤห์

6.          ถ้ำสุรขาตา   ภูเขาคิชฌกูฏ   เมืองราชคฤห์5  

7.          ภูเขาอิสิคิลิ  เมืองราชคฤห์6  

8.          ภูเขาอินทกูฏ  เมืองราชคฤห์ 7 



         หลังจากได้ตรัสรู้แล้วทรงใช้เวลาโปรดเวนัยสัตว์8  ตามสถานที่ต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ  ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดมีวัดป่าขึ้นมากมาย อาทิ  ป่าไฝ่ของพระเจ้าพิมพิสารแห่งราชคฤห์  ป่าปาลิไลยก์ สวนป่ามหาวัน  กรุงเวสาลี  เขาคิชกูฏ และในการดับขันธ์ปรินิพพานทรงเลือกเอาป่าสาลวัน เมืองกุสินารา  เป็นสถานที่ช่วงสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ทรงมีความเมตตากรุณาอย่างยิ่งต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย คำสอนที่มีต่อพระสาวกนั้น รับสั่งให้ภิกษุทั้งหลาย ทำสมาธิตามรากไม้ โคนไม้ที่ว่าง  เป็นต้น  คำสอนนี้ ดูเหมือนเป็นการกำหนดแนวทางการใช้ชีวิตตามแบบของชาวพุทธโดยแท้

         พระพุทธองค์ทรงตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ  ทรงกำหนดพระวินัยสำหรับพระภิกษุและภิกษุณีสงฆ์  เช่น บทบัญญัติที่ทรงห้ามทิ้งของสกปรกลงในแม่น้ำหรือที่สาธารณะ  ห้ามพระภิกษุตัดต้นไม้ ทำลายป่า  ห้ามฆ่าสัตว์  ไม่เบียดเบียนสัตว์ ให้มีเมตตา กรุณา เป็นต้น บนพื้นฐานหลักธรรมเพื่ออนุรักษ์ต่อธรรมชาติ9

         ความรักธรรมชาติของพระภิกษุในเบื้องต้นอาจเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นในการแสวงหาสถานที่เงียบสงบเพื่อการบำเพ็ญสมาธิ แต่ความชื่นชมในธรรมชาติและประโยชน์ของธรรมชาติก็มิใช่สิ่งที่พึงมองข้ามไป ตาลบุตร พระภิกษุผู้อาศัยในเขาในถ้ำ กล่าวไว้ว่า Norman 10

                         "ท่านผู้ไปสู่เรือนคือถ้ำที่เงื้อมภูเขาอันสวยงามตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์ป่า คือ หมู และกวาง และในป่าที่ฝนตกใหม่ๆ จักได้ความรื่นรมย์ใจ ณ ที่นั้น ฝูงนกยูงมีขนที่คอเขียว มีหงอนและปีกงาม ลำแพนหางมีแวววิจิตรนัก  ส่งสำเนียงก้องกังวาลไพเราะจับใจ อีกยังท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้ร่าเริงได้เมื่อฝนตกแล้ว หญ้างอกยาวประมาณ นิ้ว  ท้องฟ้างามแจ่มใส ไม่มีเมฆปกคลุม เมื่อท่านทำตนให้เสมอด้วยไม้แล้วนอนอยู่เหนือหญ้าระหว่างภูเขานั้น  จะรู้สึกอ่อนนุ่มดังสำลี…."

         พระภิกษุอีกรูปหนึ่ง มีนามว่า สังกิจจะ เป็นผู้นิยมราวป่าเช่นกัน  และได้กล่าวชมธรรมชาติไว้ว่า

"แอ่งศิลาซึ่งมีน้ำใส ประกอบด้วยหมู่ชะนีและค่าง ดารดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังอาตมาให้ยินดี  การที่อาตมาอยู่ในเสนาสนะป่า คือซอกเขาและถ้ำอันเป็นที่สงัด เป็นที่ส้องเสพอาศัยแห่งมวลมฤค ย่อมทำให้อาตมายินดี อาตมาไม่เคยรู้สึกถึงความดำริอันไม่ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลยว่า  ขอสัตว์เหล่านี้ จงถูกเบียดเบียน จงถูกฆ่า จงได้รับทุกข์ อาตมาได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสนาแล้ว"

         พระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และถนอมธรรมชาติ ดังที่พระราชวรมุนี11 กล่าวไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แหล่งน้ำ หรือสัตว์ป่า ดังข้อความข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง  จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจในการที่จะเน้นบทบาทของผู้ปฏิบัติธรรม  เพื่อการบรรลุพระนิพพาน  โดยการอาศัยอยู่ตามราวป่าตามเขา ชีวิตของพวกเขาดำเนินไปด้วยปัญญา และสีลสิกขา  อันน่าจะมีคุณค่าในแง่มุมการผลิต มากกว่าแรงงานที่ใช้ในการผลิตโลกทางวัตถุ ตัวอย่างเช่น การที่พระภิกษุบำเพ็ญสมาธิในราวป่า ก็เป็นผลโดยตรงในการรักษาป่าโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงใดๆ เจ้าพนักงานป่าไม้ย่อมจะบอกได้ดีว่าในการที่พระเข้าไปบำเพ็ญสมาธิในป่านั้น มีผลในการอนุรักษ์ดีกว่าวิธีอื่นๆ



3 Wickkremesinghe, K.D.P. The Biography of the Buddha.  Columbo: J.W.Mawata, 1972. P.48.
               4   ที.. 10/265/217. พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง.  2514.

               5   .. 13/223/236. พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง.  2514.
               6   สัง. . 15/169/174. พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง.  2514.
               7   สัง.. 15/186/196. พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง.  2514.
               8  อัง.จตุกก. 21/183/193.  พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง. 2514.
               9  วินย. มหา. 2/425,713/225,361. พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง. 2514.

               10 Norman, K.R. (Tr.) Theragatha.  London: Pali Text Society. 1969. P.60.
                         11 พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต).  พุทธธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.2529.  หน้า 145.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น