จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พุทธศาสนา กับ วิทยาศตร์



                                               พุทธศาสนา กับวิทยาศาสตร์ 
                                                                                                โดย พระนพดล  ธีรวโร                                     
       
               บทความเรื่อง พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ นี้ กำหนดจุดประสงค์ไว้ ๓ ประเด็น คือ ๑) ศึกษาวิธีการแสวงหาความรู้ เพื่อให้ได้ความจริง ของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์  ๒) ศึกษาเป้าหมายของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ และ ๓) ศึกษาการบูรณาการของพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนาเป็นวิชาที่มุ่งสู่การแสวงหาคุณค่าด้านในทางจิตวิญญาณ เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตใจที่มองไม่เห็น ในขณะที่วิทยาศาสตร์นั้นแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับกายภาพและคุณค่าทางวัตถุภายนอก ที่มองเห็นได้ สัมผัสได้ พิสูจน์ได้ ทดลองได้  ศาสนาโดยทั่วไปในโลกนี้ จึงมักจะถูกมองว่าส่วนทางและขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ หรือไม่ก็แตกต่างจากวิทยาศาสตร์เป็นส่วนมาก  หากแต่ว่าพระพุทธศาสนานั้น แม้จะมีความต่างจากวิทยาศาสตร์อยู่ไม่น้อย แต่ก็มีหลายอย่างที่เหมือนกันกับวิทยาศาสตร์ จนดูเหมือนว่าพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรง ถึงขนาดไปด้วยกันไม่ได้เลย ในทางกลับกันพระพุทธศาสนาในบางแง่มุมยังช่วยส่งเสริมวิทยาศาสตร์อีกด้วย ด้วยเหตุผลนี้ จึงได้ตั้งจุดประสงค์ข้อที่ ๓ ไว้เพื่อศึกษาการบูรณาการของพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ดังกล่าว             
               วิธีการแสวงหาความรู้ เพื่อให้ได้ความจริง ของพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ มีทั้งส่วนที่สอดคล้อง และส่วนที่แตกต่างกัน  ๓ ประการ คือ ในทางพุทธศาสนา ประการที่ ๑ คือ การรับรู้ประสบการณ์อย่างเที่ยงตรง คือรับรู้ตามที่มันเป็น  ประการที่ ๒ คือ ต้องมีความคิดที่เป็นระเบียบ คือมีวิธีคิดที่ถูกต้อง พุทธศาสนาเรียกว่า โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่สัมมาทิฐิ คือความเข้าใจหรือมองเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง และประการที่ ๓ คือการสังเกตทดลองด้วยประสบการณ์ตรง ถือเป็นหลักการใหญ่ของพุทธศาสนา ในแง่ของการสังเกต ทดลองและตรวจสอบนี้ วิทยาศาสตร์จะมุ่งแต่สังเกตปรากฏการณ์ในโลกวัตถุ โดยใช้อินทรีย์เพียง ๕ อย่าง(ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ที่สัมผัสได้ ด้วยความมุ่งหมายที่จะจัดการกับธรรมชาติภายนอก (ทางวิทยาศาสตร์จะจัดเจนในทางอุตุนิยาม และพีชนิยาม) ส่วนในพุทธศาสนาเน้นการศึกษาตัวมนุษย์ โดยใช้อินทรีย์ทั้ง ๖ ซึ่งรวมถึงจิตใจด้วย ที่จะเข้าถึงความดีงามหรือคุณค่าสูงสุด พร้อมทั้งความจริงแห่งกฎธรรมชาติ ซึ่งทำให้มีการแก้ปัญหาและพัฒนามนุษย์ไปด้วยตลอดเวลา ดังนั้น พุทธศาสนาจึงมีเรื่องราวและวิธีการมากมายเกี่ยวกับการสังเกต ทดลอง และตรวจสอบในด้านกระบวนการทางจิตใจ และพฤติกรรมของมนุษย์ (ทางพุทธศาสนาจะจัดเจนในทางกรรมนิยาม และจิตนิยาม)
        หากมองดูจุดแตกต่างในการแสวงหาความจริง ระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ใช้วิธีการหาความจริงนี้เพื่อได้ความจริง หรือได้ตัวความรู้มาเฉย ๆ เป็นกิจกรรมแยกต่างหากจากการดำเนินชีวิต ส่วนในพุทธศาสนา วิธีการเข้าถึงความจริงนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตที่ดีงามและการพัฒนาตนด้วย เป็นผลดีต่อชีวิตในขณะนั้น เป็นปัจจุบันทันที  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การแสวงหาความรู้ของวิทยาศาสตร์ ในตอนต้นเป็นความรู้ล้วน ๆ บริสุทธิ์ลอยออกไปเรื่อย ๆ ข้างนอกตัว ส่วนทางฝ่ายพุทธศาสนาเป็นความรู้ที่สัมพันธ์กันหมด โยงมาถึงตัวมนุษย์เอง ต่อมาวิทยาศาสตร์บอกว่ารู้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ แต่เพื่อพิชิตธรรมชาติหรือเพื่อหาประโยชน์จากธรรมชาติ ส่วนพุทธศาสนาบอกว่ารู้เพื่อจะได้เอามาพัฒนามนุษย์ ใช้แก้ปัญหาให้แก่มนุษย์
        พุทธศาสนาเป็นหลักการดำเนินชีวิต เป็นสถาบันศาสนาของสังคมชาวพุทธ (เป็นความเชื่อ) ส่วนวิทยาศาสตร์ เป็นวิทยาการแขนงหนึ่งที่มุ่งศึกษาความจริงของธรรมชาติ (ไม่ใช่ความเชื่อ) ดังนั้น เป้าหมายของพุทธศาสนา คือการเข้าถึงความจริง เข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาติในนิยาม ๕ คือ พีชนิยาม  อุตุนิยาม  จิตนิยาม กรรมนิยาม  และธรรมนิยาม เพื่อให้รู้กฎเกณฑ์ความจริงของชีวิตมนุษย์ นำความรู้ที่ได้มาแก้ปัญหาและเพื่อการดับทุกข์ และเพื่อการเข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ส่วนเป้าหมายของวิทยาศาสตร์ คือการเข้าถึงความจริง แก้ไขปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต้องการรู้จักกฎเกณฑ์ของธรรมชาติและนำความรู้มาแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น 
               พระพุทธศาสนาจึงไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ ในประเด็นเรื่อง กฎของธรรมชาติ พุทธศาสนากล่าวเรื่องนี้ไว้ใน นิยาม ๕  ซึ่งเป็นระเบียบแบบแผนในจักรวาล พระพุทธศาสนาสอนสิ่งนี้ไว้ ไอน์สไตน์จึงเห็นว่า พระพุทธศาสนาเข้ากันได้ดีกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังที่ไอน์สไตน์กล่าวว่าถ้าจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ศาสนานั้นก็คือพระพุทธศาสนา (If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism)” ความเป็นระเบียบแบบแผนเป็นเพียงกฎธรรมชาติ หรือ นิยาม ๕ ประการ ดังนี้
       อุตุนิยาม คือกฎแห่งฤดูกาลหรือกฎที่กำกับการโคจรของดวงดาวในท้องฟ้ากฎธรรมชาติที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น น้ำขึ้น น้ำลง ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า กฎแรงโน้มถ่วงของโลก ปัจจุบันก็คือกฎทางฟิสิกส์ที่กำกับความเป็นไปของสิ่งไม่มีชีวิตทั้งหลายวิธีบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่
       พีชนิยาม คือกฎแห่งเมล็ดพันธุ์หรือกฎทางชีววิทยาที่กำหนดให้สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์สืบต่อลักษณะเฉพาะไปยังลูกหลาน เช่น มะม่วงออกลูกเป็นมะม่วง ลิงออกลูกเป็นลิง ทั้งมนุษย์สัตว์และพืชทั้งหลายสืบต่อเนื่องกันไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่ขาดสาย ปัจจุบันเราเรียกว่ากฎพันธุกรรม
                   จิตนิยาม คือกฎเกี่ยวกับการทำงานของจิต เช่น จิตเกิดดับเป็นกระแส จิตมีเครื่องประกอบคือเจตสิกซึ่งเกิดดับพร้อมกับจิต กฎเกี่ยวกับการทำงานของจิต เรียกว่ากฎทางจิตวิทยาในปัจจุบัน
                   กรรมนิยาม คือ กฎแห่งเหตุและผลที่กำกับความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มนุษย์เจริญหรือเสื่อมเพราะการกระทำ
                   ธรรมนิยาม คือกฎธรรมชาติที่กำหนดความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่อิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย นั่นก็คือหลักปฏิจจสมุปบาท ธรรมนิยามนี้เป็นกฎใหญ่ที่ครอบคลุมกฎทั้ง ๔ ข้อข้างต้น
      กฎ ๔ ข้อแรกคือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามและกรรมนิยาม แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กฎทางรูปธรรมคือพีชนิยามและอุตุนิยามฝ่ายหนึ่ง กับกฎทางนามธรรมคือจิตนิยามและกรรมนิยามอีกฝ่ายหนึ่ง นั่นคือเป็นกฎที่กำกับนามรูปนั่นเอง  กฎทั้งหมดนี้ประสานรวมอยู่ภายใต้กฎใหญ่ที่สุดคือกฎธรรมนิยามหรือกฎธรรมชาติ
      ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม กฎธรรมชาตินี้มีอยู่ พระพุทธองค์เป็นแต่เพียงผู้ค้นพบเช่นเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์ต่างทยอยค้นพบกฎทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมเพิ่มเติมเข้ามา
พระพุทธศาสนาไม่ปฏิเสธกฎธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเหล่านั้น ทั้งนี้ เพราะไม่ว่านักวิทยาศาสตร์จะค้นพบกฎใหม่อะไรออกมาก็ไม่เกินไปกว่านิยามทั้ง ๕ ดังกล่าวมาแล้ว เพราะเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนาปฏิเสธพระผู้สร้าง จึงเป็นศาสนาอเทวนิยม พระพุทธศาสนายืนยันว่า โกจิ กตฺตา วา กาเรตา นตฺถิแปลว่า ไม่มีใครเป็นผู้สร้างเองหรือสั่งให้สร้างพระพุทธศาสนาเป็นที่สนใจของวิทยาศาสตร์ตรงที่ไม่มีคำสอนเรื่องพระเจ้าสร้างโลก
      ดังนั้น พระพุทธศาสนายังเป็นศาสนาแห่งบูรณาการที่มีคำสอน ครอบคลุมกฎธรรมชาติทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรม กฎทุกอย่างรวมกันอยู่ภายใต้กฎธรรมนิยาม เพราะฉะนั้น ไอน์สไตน์จึงถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของจักรวาล ( Cosmic Religion ) ที่สนใจทั้งเรื่องรูปธรรมและนามธรรม การสนใจศึกษาแต่เรื่องรูปธรรมทางกายภาพอย่างเดียวเป็นสุดโต่งข้างหนึ่ง การสนใจศึกษาแต่เรื่องนามธรรมทางจิตใจด้านเดียวเป็นสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง พระพุทธศาสนาหลีกเลี่ยงสุดโต่งทั้งสองข้างโดยดำเนินตามทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา นั่นคือพระพุทธศาสนาสนใจศึกษาทั้งความจริงฝ่ายรูปธรรมของวิทยาศาสตร์และความจริงฝ่ายนามธรรมของศาสนาทั่วไป
               ไอน์สไตน์เห็นว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์ควรพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เขากล่าวว่า
วิทยาศาสตร์ที่ไม่มีศาสนาย่อมพิกลพิการ ส่วนศาสนาที่ไม่มีวิทยาศาสตร์ย่อมมืดบอด(Science without religion is lame, religion without science is blind) หมายความว่า วิทยาศาสตร์ที่ไม่ยอมรับคุณค่าทางศาสนาจะขาดศีลธรรม ทั้งนี้ เพราะวิทยาศาสตร์ศึกษาแต่ความจริง ขณะที่ศาสนาศึกษาเรื่องความดี ถ้าวิทยาศาสตร์ละทิ้งศาสนาก็จะขาดศีลธรรม เมื่อขาดศีลธรรมก็เท่ากับขาดทิศทาง วิทยาศาสตร์ที่ขาดทิศทางย่อมจะจับจดและไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางเช่นเดียวกับคนง่อยเปลี้ยเสียขาที่ไปไหนไม่ได้ไกล ส่วนศาสนาที่ไม่สนใจความจริงทางวิทยาศาสตร์ ก็เหมือนคนตาบอดเพราะจะมีศรัทธามืดบอดต่ออำนาจเหนือธรรมชาติและหลงงมงายอยู่ในไสยศาสตร์
               ทัศนะข้อนี้ของไอน์สไตน์สอดคล้องกับพระพุทธศาสนาที่สอนให้คนเราปรับอินทรีย์คือ
ศรัทธากับปัญญาให้สมดุลกัน ทั้งนี้ เพราะคนที่มีปัญญาแต่ขาดศรัทธาจะเป็นคนช่างสงสัยไร้ทิศ
ทาง ส่วนคนที่มีศรัทธาแต่ขาดปัญญาจะเป็นคนงมงาย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า ศรัทธาทางศาสนา
กับปัญญาทางวิทยาศาสตร์ต้องบูรณาการผสมผสานกันอย่างถูกส่วนนั่นเอง
     บูรณาการ(integration) เป็นการนำสิ่งที่แยกกันมารวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนเกิดองค์รวม (the whole) ถ้าศรัทธาในพระพุทธศาสนากับปัญหาทางวิทยาศาสตร์เป็นไปในทางเดียวกันคือส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดองค์รวมที่สมบูรณ์ องค์รวมนี้คือบูรณาการ
                   วิทยาศาสตร์ครอบคลุมไปถึงศาสตร์สมัยใหม่ที่อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์สร้างระบบความรู้ขึ้นมา เช่น ครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เราจึงสามารถบูรณาการพระพุทธศาสนาเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ด้วย ดังนั้น ในการบูรณาการพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ จึงต้องมีการปรับองค์ความรู้ทั้งสองสายให้เชื่อมโยงเข้าหากัน วิธีการศึกษาแบบบูรณาการพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์จึงทำได้ ๒ วิธี ดังนี้
                   วิธีที่ ๑ ปรับวิทยาศาสตร์เข้าหาพระพุทธศาสนา คือใช้พระพุทธศาสนาเป็นตัวตั้งและ
นำวิทยาศาสตร์มาอธิบายเสริมพระพุทธศาสนา วิธีนี้ใช้องค์ความรู้ในศาสตร์สมัยใหม่มา
อธิบายสนับสนุนพระพุทธศาสนาให้ดูทันสมัยและมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับได้ง่ายขึ้น
                   วิธีที่ ๒ ปรับพระพุทธศาสนาเข้าหาวิทยาศาสตร์ คือ ใช้วิทยาศาสตร์เป็นตัวตั้งและนำหลักศีลธรรมในพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมเข้าไปในเนื้อหาของศาสตร์สมัยใหม่ ทั้งนี้ เพราะวิทยาศาสตร์มุ่งแสวงหาความจริงโดยไม่สนใจเรื่องศีลธรรม การนำหลักศีลธรรมในพระพุทธศาสนาเติมเต็มให้กับศาสตร์เหล่านั้นย่อมจะช่วยให้เกิดองค์รวมที่สมบูรณ์
      การนำองค์ความรู้ในวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์มาอธิบายขยายความให้กับคำสอนเรื่องอนัตตาในพระพุทธศาสนา นักวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันได้ปฏิเสธความมีอยู่ของหน่วยที่เล็กที่สุดของสสารที่เรียกว่า อะตอม (Atom) คำว่า อะตอม ในภาษากรีก แปลว่า ตัดแบ่งไปอีกไม่ได้ นักปรัชญาในสมัยโบราณเชื่อว่า มีอะตอมที่แบ่งย่อยไม่ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันบอกว่า เราสามารถแบ่งอะตอมออกเป็นอนุภาคที่เล็กลงไปอีกเรียกว่า โปรตอนนิวตรอนและอีเล็คตรอน อนุภาคเหล่านี้มีสภาพเป็นประจุไฟฟ้าทำปฏิกิริยาต่อกัน
               การที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบส่วนประกอบย่อยของอะตอมเช่นนี้ได้ช่วยยืนยันคำสอนเรื่องอนัตตาในพระพุทธศาสนา คำว่า อนัตตา หมายถึงว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีแก่นสารที่ดำรงอยู่ได้โดยลำพังตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมต่างอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นตามหลักปฏิจจสมุปบาท ดังนั้น การค้นพบโครงสร้างที่เป็นส่วนประกอบย่อยของอะตอมได้ช่วยยืนยันความจริงของคำสอนเรื่องอนัตตาและปฏิจจสมุปบาทในพระพุทธศาสนา การค้นพบทฤษฎีสัมพัทธ์ (Relativity) ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้มีส่วนช่วยอธิบายขยายความหลักปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) ในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ทฤษฎีสัมพัทธ์ของไอน์สไตน์ยังช่วยสนับสนุนทฤษฎีเกี่ยวกับกำเนิดจักรวาลที่มีชื่อว่า ทฤษฎีการระเบิดครั้งใหญ่ (Big Bang Theory) นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันยอมรับกันแล้วว่าจักรวาลของเราถือกำเนิดครั้งแรกจากการระเบิดครั้งใหญ่ เมื่อประมาณ ๑๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว หลักฐานที่นักดาราศาสตร์รวบรวมได้จากการส่องกล้องดูดาวบนท้องฟ้าได้ทำให้ทฤษฎีการระเบิดครั้งใหญ่นี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
               เมื่อส่องกล้องดูดาวบนท้องฟ้า นักวิทยาศาสตร์พบว่า ดาวฤกษ์หลายล้านดวงรวมกลุ่มกันเป็นดาราจักรหรือกาแลคซี ดวงอาทิตย์ของเราเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่สังกัดอยู่กับดาราจักรที่ชื่อว่าทางช้างเผือกหรือทางน้ำนม (Milky Way) ดาราจักรทั้งหลายได้รวมกลุ่มกันเป็นจักรวาลนี้ นักดาราศาสตร์คำนวณว่าจักรวาลของเราประกอบด้วยดาราจักรจำนวนหนึ่งแสนล้านดาราจักร การค้นพบนี้ช่วยให้เรายอมรับความเป็นไปได้ของคำว่าแสนโกฏิจักรวาลในจูฬนีสูตรในพระไตรปิฎก
               นักวิทยาศาสตร์สังเกตพบว่า ดาราจักรหรือกาแล็คซีทั้งหลายกำลังเคลื่อนที่หนีห่างจากจุดศูนย์กลาง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งทฤษฎีว่าแรกเริ่มเดิมที เมื่อ ๑๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ดาราจักรทั้งหลายเคยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มพลังงานที่เข้มข้นมากเหมือนกับฟองไข่จักรวาล (Cosmic Egg) เมื่อฟองไข่จักรวาลระเบิดขึ้นซึ่งเรียกว่า การระเบิดครั้งใหญ่ก็ทำให้กลุ่มก้อนพลังงานทั้งหลายแตกกระจายออกจากจุดศูนย์กลาง เมื่อแตกกระจายออกมาแล้ว กลุ่มก้อนพลังงานเหล่านั้นมีอุณหภูมิลดลงและได้ผสมผสานกันจนกลายเป็นดวงดาวและดาราจักรในปัจจุบัน การที่ดาราจักรทุกวันนี้ยังคงเคลื่อนที่หนีห่างจากกันและกันก็แสดงถึงการที่จักรวาลถือกำเนิดการระเบิดครั้งใหญ่นั้น โดยไม่มีหัตถ์ของพระเจ้าสร้างโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อย่างใด ทฤษฎีกำเนิดของจักรวาลที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับนี้สอดคล้องกับข้อความในอัคคัญญสูตร ตอนที่ว่าด้วยกำเนิดของโลกตามเหตุตามปัจจัยโดยไม่มีพระเจ้าผู้สร้างโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง
               เหล่านี้คือตัวอย่างของวิธีบูรณาการแบบที่ ๑ ซึ่งใช้ถ้อยคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นตัวตั้ง แล้วนำองค์ความรู้ในศาสตร์สมัยใหม่มาเป็นส่วนประกอบอธิบายเสริมเข้าไป อันจะทำให้พระพุทธศาสนาดูทันสมัยและเป็นที่ยอมรับได้ง่ายสำหรับคนรุ่นใหม่ วิธีการแรกนี้ใช้กับการศึกษาพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าพุทธศาสตร์หรือพุทโธโลยี (Buddhology) ซึ่งแตกต่างจากวิธีบูรณาการแบบที่ ๒ ซึ่งเป็นการปรับพระพุทธศาสนาเข้าหาศาสตร์สมัยใหม่ คือ ใช้ศาสตร์สมัยใหม่เป็นตัวตั้งแล้วนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาเป็นส่วนเสริมเพื่อช่วยให้เกิดความสมบูรณ์ด้วยมิติทางศีลธรรมของศาสนา วิธีการนี้ใช้กับการศึกษาแบบธรรมประยุกต์หรือที่เรียกว่า ธรรมวิทยา หรือธรรมโมโลยี (Dhammology)
      คำว่าประยุกต์หมายถึงปรับใช้ประโยชน์ดังนั้น วิธีบูรณาการแบบที่ ๒ ก็คือ
การศึกษาแบบธรรมประยุกต์ ซึ่งหมายถึงการปรับใช้ธรรมให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆโดยอาศัย
ศาสตร์สมัยใหม่เป็นสะพาน วิธีการนี้นอกจากจะช่วยทำให้ธรรมเป็นอกาลิโกคือไม่ล้าสมัย เพราะ
สามารถปรับเข้ากับวิถีชีวิตของทุกคนทุกยุคทุกสมัย แล้วยังจะเป็นการช่วยนำศีลธรรมกลับมา
สู่โลกนี้อีกด้วย
      ไอน์สไตน์กล่าวว่า ศาสตร์ทั้งหลายมุ่งแสวงหาความจริง ไม่ได้แสวงหาความดี และยังกล่าวอีกว่า " ศาสนา ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ล้วน เป็นกิ่งก้านต้นไม้ต้นเดียวกัน และยังกล่าวอีกว่าศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาจักรวาล ศาสนาซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์ที่ปฏิเสธคำสอนที่ " ต้องเชื่อ " และหากจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งสามารถรับมือทนต่อการพิสูจน์กับสิ่งที่ต้องการ ทางวิทยาศาสตร์ได้ละก็ ศาสนานั้นจะต้องเป็นศาสนาพุทธ..." 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น