พระพุทธศาสนากับป่าไม้
เป็นการนำวิธีทางศาสนาโดยอาศัยหลักธรรมคำสอนเรื่อง ความรู้จักบุญคุณกตัญญูกตเวที
และการเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยรู้จักประมาณในการบริโภค เป็นต้น
มาเป็นหลักพัฒนาจิตใจให้เกิดความสำนึกในความรักในธรรมชาติ
การสร้างอุทยานเป็นที่พักเพื่อแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย นอกจากนั้น อุทยานก็ดี ราชอุทยานก็ดี
ส่วนป่าของบุคคลต่าง ๆ ที่มีปรากฎในพระไตรปิฏกว่าได้กลายเป็นอารามบ้าง วิหารบ้าง
มหาวิหารบ้าง ก็ด้วยจิตสำนึกเรื่องบุญบาปหรือคุณธรรมของท่านผู้เป็นเจ้าของอุทยานเหล่านั้นได้กระทำเป็นตัวอย่าง
และได้กลายเป็นธรรมเนียมการสร้างวัดป่าในพระพุทธศาสนามาตราบเท่าทุกวันนี้
เนื่องจากพระพุทธศาสนามีพระภิกษุสงฆ์เป็นเสมือนผู้ถือประทีปส่องทางชีวิต
ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ทุกอย่าง และในทุกระยะแห่งชีวิตประชาชน
พระภิกษุอาศัยความบริสุทธิ์และการประพฤติปฏิบัติที่ดีงามเป็นแบบอย่าง
แล้วสั่งสอนประชาชนให้ละเว้นจากความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดีด้วยจิตเมตตา
โดยชี้คุณโทษและประโยชน์แก่สังคม และแนะนำวิธีครองชีวิตให้ได้รับผลดีและความสุข
ในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พระพุทธศาสนาได้ใช้วิธีการปลูกฝังจิตสำนึกให้เกิดขึ้น ตระหนักในคุณค่า
ให้ซาบซึ้งในบาปบุญคุณโทษแห่งการกระทำที่ผิดและถูก
ต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยหลักของศีล เช่น ห้ามมิให้ฆ่าสัตว์ ไม่ให้ลักทรัพย์ ไม่ให้ผิดในกาม ไม่ให้พูดเท็จและไม่ให้ประมาท เป็นต้น
เป็นการห้ามมิให้ทำลายและเบียดเบียนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งตัวมนุษย์ด้วย
ในการปฎิบัติเพื่อส่งเสริมความมั่นคงของธรรมชาติแวดล้อม หลักธรรมของศาสนาสอนให้เห็นว่า
มนุษย์กับธรรมชาติย่อมมีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง อาศัยซึ่งกันและกัน ไม่มีใครอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว ดังคำว่า “นำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า”
และในทางกลับกัน ป่าก็ต้องพึ่งเสือ เรือก็ต้องพึ่งน้ำ
แสดงเป็นคำพูดว่า “เสือมีเพราะป่ารก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินดีเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี” ดังนี้เป็นต้น
ในพระสุตันตปิฎกได้สอน
เรื่องความกตัญญูกตเวทีทำให้คนไทยโบราณรู้สึกว่า
ธรรมชาติแวดล้อมเป็นสิ่งมีบุญคุณต่อมนุษย์ จึงสอนกันสืบมาว่า เราอยู่กับต้นไม้ใด อย่าหักรานกิ่งของต้นไม้นั้นเพราะมันมีบุญคุณต่อเรา
โดยให้ร่มเงาแก่เรา
ในวนโรปสูตพระองค์ตรัสว่าการปลูกป่าและการักษาต้นน้ำลำธารเป็นบุญกุศล
เนื่องจากพระพุทธศาสนาสอนการอนุรักษ์ป่าไม้
ด้วยวิธีการปลูกฝังจิตสำนึกให้ตะหนักในคุณค่าและความสำคัญของธรรมชาติแวดล้อม
ด้วยหลักธรรมกตัญญูกตเวทีนี้เอง จึงเกิดมีคติในการสร้างพระพุทธรูป “ปางถวายเนตร”
เพื่อเป็นการระลึกเหตุการณ์ตอนที่พระพุทธองค์ได้ประทับยืนเอาพระหัตถ์ขวาทาบบนพระพักต์ซ้าย
อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นมหาโพธิ์ ลืมพระเนตรเพ่งดูต้นมหาโพธิ์
โดยมิได้กระพริบเป็นเวลา 7 วัน มีความหมายว่า
พระพุทธเจ้าทรงรำลึกถึงคุณของต้นมหาโพธิ์ที่ให้ร่มแก่พระองค์
จนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในด้านจริยวัตรพระพุทธเจ้านอกจากทรงเป็นตัวอย่างในการเกี่ยวข้องกับป่าไม้
ต้นไม้ แล้วยังตรัสให้พระภิกษุสงฆ์ที่ถือธุดงค์
ปฏิบัติธรรมในป่าหรืออยู่ใต้โคนต้นไม้ เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม
และได้ตรัสยกย่องภิกษุเป็นตัวอย่าง คือ
พระมหากัสสปเถระว่าทรงคุณธรรมเครื่องดำเนินชีวิตเสมอด้วยพระพุทธเจ้า คือ
การปฏิบัติธุดงค์อยู่ป่าเป็นวัตร ต่อมาในประเทศไทยสมัยสุโขทัย ก็ได้เกิดมีคติการสร้างวัดขึ้นในพระพุทธศาสนา
2 ประเภท คือ
1.
อรัญญวาสี
ประเภทวัดป่า
พระสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดประเภทนี้เรียกว่า พระสงฆ์ฝ่าย อรัญญวาสี
หรือพระธุดงค์พระวัดป่าเป็นธรรมเนียมมาจากครั้งพุทธกาล
2.
คามวาสี
ประเภทวัดบ้านที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านหรือในเมือง เรียกพระสงฆ์ที่อยู่อาศัยในวัดประเภทนี้ว่า
พระสงฆ์ฝ่ายคามวาสี บางครั้งเรียกพระบ้าน เพราะอยู่ในบ้านในเมือง
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
คือ ป่าไม้เป็นต้นนั้น พระภิกษุสงฆ์ทั้งสองฝ่ายควรทำหน้าที่
โดยปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างและสั่งสอนศีลธรรมให้ประชาชนมีจิตสำนึกในคุณค่าและความจำเป็นของสิ่งแวดล้อม
ให้เกิดความรักในธรรมชาติและเกิดความภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของตน
พระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีนอกจากจะดำเนินชีวิตเกื้อกูลต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติแวดล้อม
ในฐานะเป็นแบบอย่างแล้ว ยังสอนให้พุทธศาสนิกชนตระหนักในคุณค่าของการพัฒนาจิตใจ
โดยอาศัยธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะสม ด้วยการปฏิบัติธรรมคือการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
เดินจงกรม(เดินแบบเจริญสติ) ใต้ร่มไม้
เพราะในวัดป่าจะมีต้นไม้มาก บรรยากาศสงบร่มรื่นทำให้ผู้เข้าไปสัมผัส
เกิดความรู้สึกร่มเย็นสบาย มีความสงบสงัดระงับความฟุ้งซ่าน ความวิตกกังวลได้อย่างรวดเร็ว
ทำให้จิตสงบและร่างกายสดชื่น เพราะสัมผัสกับความสมดุลของธรรมชาติ
พระพุทธบัญญัติเรื่องพืช
พระพุทธเจ้าทรงมีทัศนะว่า
พืชทุกชนิดมีค่าเท่ากับสัตว์ทั้งหลายควรแก่การดูแลบทะนุถนอมไม่น้อยไปกว่าสัตว์
ในพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทเป็นศีลห้ามพระสงฆ์ทำลายต้นไม้
หรือพรากของเขียว ภูตคาม ทุกชนิด ห้ามมิให้ขุดดิน ห้ามถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงบนต้นไม้
หรือในแม่น้ำลำธาร เป็นต้น ทรงบัญญัติสิกขาบทคุ้มครองพืชแห่งภูตคามวรรคว่า
“เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะพรากภูตคาม” พรากภูตคามในที่นี้หมายถึงการทำให้พืชตายทุกวิธี ไม่ว่าถอน
โค่น ตัดหรือเด็ด ก่อนบัญญัติสิกขาบทนี้
พระองค์ตรัสกับภิกษุที่ชอบโค่นไม่มาสร้างที่อยู่อาศัยว่า “ดูกร
โมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ตัดเองบ้าง
ให้คนอื่นตัดบ้าง ซึ่งต้นไม้ เพราะคนทั้งหลายสำคัญในต้นไม้ว่ามีชีวะ”
พระพุทธดำรัส สะท้อนแนวความคิดที่น่าพิจารณาสองอย่าง คือ ภิกษุที่ชอบตัดไม้ทำลายพืชทั้งหลายถูกเรียกว่า
โมฆบุรุษ คือ ผู้ดำรงชีวิตอยู่อย่างไร้สาระ หรือว่างเปล่าจากคุณธรรม อีกประเด็นหนึ่งประชาชนร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า
มีความเชื่อว่า พืชทั้งหลายมีชีวิต พระพุทธเจ้าไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านความเชื่อนี้ว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระแต่ประการใด นอกจากจะไม่เปลี่ยนแปลงความเชื่อดังกล่าวของประชาชนไปในทางอื่นแล้ว
ยังบัญญัติสิกขาบทห้ามมิให้ภิกษุตัดต้นไม้ทำลายพืชทุกชนิด
อันเป็นพฤติกรรมที่สวนกับความรู้สึกของประชาชนอีกด้วย ความเชื่อของประชาชนเช่นนี้มีคุณูปการะต่อการดำรงอยู่ได้แห่งป่าไม้พืชพันธุ์มานานนับพันๆ
ปี แม้ประชาชนจะอาศัยป่าและพืชเป็นเครื่องยังชีพ
แต่หากเขาบริโภคผลประโยชน์อันเกิดจากป่าด้วยความซาบซึ่งในคุณค่าของป่าและพืช เขาจะปฏิบัติต่อป่าและพืชทุกชนิดด้วยความระมัดระวังทะนุถนอม
สิ่งใดที่ได้มาจากป่าหรือเป็นผลิตภัณฑ์จากพืชจะถูกใช้สอยอย่างคุ้มค่า
ไม่ผลาญฟุ่มเฟือย หากจิตสำนึกแห่งความกตัญญูกตเวทีต่อป่าและพืช
แพร่ขยายไปมากๆ
การทำลายล้างอย่างขาดความระมัดระวังก็จะลดน้อยลง
นอกจากพระพุทธเจ้าจะทรงบัญญัติห้ามไม้ให้ภิกษุทำลายพืชทุกชนิดแล้ว
แม้การกระทำอันจะเป็นเหตุให้เกิดผลมลพิษกับสิ่งแวดล้อมก็ทรงตรัสห้ามไว้เช่นกัน
แม้สิกขาบทดังกล่าวผู้ล่วงละเมิดจะมีโทษน้อยนิดแต่หากมองให้ลึกซึ้ง สิกขาบทนี้จะเป็นพื้นฐานแห่งการป้องกันมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี
ในปาทุกวรรคสิกขาบทที่ 14 ทรงบัญญัติไว้ว่า
“ภิกษุพึงทำการศึกษา (ตระหนัก) ว่าเราไม่อาพาธจักไม่ถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะหรือบ้วนเขฬะ (น้ำลาย) ลงบนของสดเขียว”
12 ทั้งๆ
ที่ชีวิตมนุษย์เมื่อสองพันกว่าปีที่ผ่านมา
ค่อนข้างจะอยู่กันอย่างสังคมบรรพกาลมากกว่า
แต่กลับมีแนวความคิดในการรักษาความสะอาดแก่สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย
แนวความคิดของมนุษย์ที่จะรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในภาวะปกติจึงมิใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาเมื่อโลกต้องเผชิญหน้ากับมลพิษอย่างหนักหน่วง ดังเช่นในปัจจุบันเท่านั้น
แต่ในอดีตกาลเราก็พบหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงมีพระดำริและออกกฏระเบียบเพื่อให้หมู่สงฆ์ได้ปฏิบัติเป็นตัวอย่างมาแล้ว


Seminole Hard Rock Casino & Hotel - Mapyro
ตอบลบLocated in Hollywood at Seminole 김포 출장샵 Hard Rock 논산 출장샵 in Robinsonville, 삼척 출장안마 FL, the 부천 출장샵 4-star Seminole Hard Rock 파주 출장안마 Hotel & Casino offers modern accommodation,