จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พุทธศาสนาในสังคมคอมมิวนิสต์



วิชาเหมือนสินค้า  อันมีค่าอยู่แดนไกล 
การศึกษาดูงานพระพุทธศาสนามหายาน
ณ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
วันที่ 1-6 ตุลาคม 2556
โดย พระนพดล  ธีรวโร (หมู่โสภิญ)

ท่องบทอาขยาน ก่อนออกเดินทางไกล 
วิชาเหมือนสินค้า               อันมีค่าอยู่เมืองไกล                                  
 ต้องยากลำบากไป                   จึงจะได้สินค้ามา        
จงตั้งเอากายเจ้า                  เป็นสำเภาอันโสภา                                        
ความเพียรเป็นโยธา                แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้วเป็นสายระยาง               สองเท้าต่างสมอใหญ่                                        
ปากเป็นนายงานไป                  อัชฌาสัยเป็นเสบียง 
สติเป็นหางเสือ                   ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง                                           
ถือไว้อย่าให้เอียง                     ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา
ปัญญาเป็นกล้องแก้ว          ตรวจดูแถวแนวหินผา                          
 เจ้าจงเอาหูตา                            เป็นล้าต้าฟังดูลม         
ขี้เกียจคือปลาร้าย                จะทำลายให้เรือจม                                     
เอาใจเป็นปืนคม                         ยิงระดมให้จมไป     
จึงจะได้สินค้ามา                 คือวิชาอันพิศมัย                                      
จงหมั่นมั่นหมายใจ                     อย่าได้คร้านการวิชา

แสวงหาความหมาย พุทธศาสนาในโลกคอมมิวนิสต์
            การเดินทางมาศึกษาดูงานของคณะนิสิตปริญญาโท สาขาพระพุทธศาสนา มจร.ขอนแก่นครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตได้มาเปิดโลกทัศน์ใหม่ ต่อมุมมองศาสนาในโลกคอมมิวนิสต์ บรรยากาศของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามวันนี้ จึงเป็นบรรยากาศของการฟื้นตัวจากภาวะสงครามอันยาวนานตลอดประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ดีประเทศเวียดนามมีประวัติศาสตร์การสร้างชาติที่เก่าแก่อีกประเทศหนึ่งของโลกด้วย ทั้งนี้ควบคู่มากับประวัติศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนามายังดินแดนแถบนี้ เป็นเวลานับพันปี ที่พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในวิถีชีวิตผู้คน ดังนั้น แม้เวียดนามจะปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ก็ตาม ซึ่งเรามักจะเข้าใจไปว่า สังคมคอมมิวนิสต์นั้นไม่มีศาสนาดำรงอยู่ เพราะคอมมิวนิสต์ต่อต้านศาสนาและทำลายศาสนา แต่สิ่งที่ปรากฏประจักษ์แก่สายตาของคณะเราครั้งนี้จึงพบว่า ศาสนาในโลกคอมมิวนิสต์นั้นหาได้หายสาบสูญสิ้นสลายไปอย่างที่คิดเลย
          ลาว เขมร พม่า เวียดนาม ล้วนตกเป็นพื้นที่ยึดครองทางการเมืองของระบอบสังคมนิยม แต่ศาสนาพุทธซึ่งเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้ ยังคงสามารถรอดพ้นจากวิกฤติสังคมแห่งการแย่งชิงทางอุดมการณ์มาได้ แม้จะหลงเหลือเพียงซากของศาสนวัตถุและศาสนบุคคลอันน้อยนิดก็ตามที แต่พุทธศาสนายุคใหม่ ในโลกคอมมิวนิสต์วันนี้ กำลังพิสูจน์ให้โลกได้สัมผัสว่า วิถีแห่งการปกป้องแผ่นดินให้หลุดรอดจากระบบทุนนิยม ของโลกตะวันตก โดยการปิดประเทศพึ่งพิงตนเองเป็นหลักนั้น แม้จะไม่เจริญทางวัตถุ แต่ก็ยังสามารถรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้ ดังจะเห็นได้จาก การปรับตัวของพระพุทธศาสนาในโลกคอมมิวนิสต์ แม้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนวิถีต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายทางการเมืองก็ตาม แต่หลักใหญ่แล้วศาสนายังเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนไว้ได้ ศาสนาจึงยังคงทำหน้าที่เยียวยาความเจ็บปวดอันโหดร้ายจากสงครามนั่นเอง
         
ยืมซาก คืนชีพ
          พระพุทธศาสนาในโลกคอมมิวนิสต์วันนี้ กำลังได้รับการฟื้นฟู ถูกยกขึ้นมาชูให้ทำหน้าที่ฟื้นประเทศร่วมกับรัฐบาล ประเด็นนี้ การทำลายล้างศาสนาของคอมมิวนิสต์นั้น ซึ่งอาจะจะเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริงก็ตามที เพราะข่าวลือ แห่งสังคมข่าวสารในยุคสงครามนั้นต่างก็สาดเสียเทเสียใส่ความกันจนหาข้อเท็จจริงไม่ได้ อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เพียงสถาบันศาสนาเท่านั้นที่ถูกทำลายจากภาวะสงคราม โครงสร้างทางสังคมเกือบทุกระบบถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ  จึงไม่ใช่ประเด็นที่เราจะต้องไปเสียเวลาหาคำตอบ ว่าแท้จริงแล้วคอมมิวนิสต์ทำลายศาสนาหรือไม่ เพราะอาจารย์พรเพ็ญ ซึ่งเป็นไกด์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ ที่ทำหน้าที่ในหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลเวียดนาม ยืนยันประเด็นนี้กับคณะของเราว่า นั่นเป็นความเข้าใจผิดของชาวโลก ที่ว่าคอมมิวนิสต์ทำลายศาสนา เพราะโลกมหาอำนาจใส่ความสร้างข่าวลือเช่นนั้น
          เวียดนามเปิดประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1992 ราว 10 กว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้นสภาพที่เราพบเห็น ตั้งแต่ถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง แม้กระทั่งวัดวาอาราม รวมไปถึงสภาพสังคมเศรษฐกิจ กำลังฟื้นฟูตัวเอง เหมือนบาดแผลที่ต้องอาศัยช่วงระยะเวลาเยียวยารักษา ผู้คนจึงมีความกระตือรือร้น ขยันขันแข็ง เด็กๆ ตั้งหน้าตั้งตาไปโรงเรียนศึกษาหาความรู้ เพื่อจะได้มาช่วยกันพัฒนาประเทศให้ทันกับโลกสมัยใหม่ เป็นภาพที่มีชีวิตชีวา แลดูมีความหวังยิ่งนัก เพราะเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อน ซึ่งภาพที่ปรากฏนั้นแตกต่างจากคนไทย เด็กไทยยิ่งนัก ที่มีนิสัยติดสบาย จนมีคำพูดติดปากว่า อยู่อย่างสบายๆ สไตล์ไทยแลนด์ จนมีนิสัยเรื่อยๆ ไม่กระตือรือร้น ไม่มีเป้าหมายในชีวิต

หาคำตอบกับประเด็น คอมมิวนิสต์ทำลายศาสนา จริงหรือ ?
          ขณะที่นั่งสัมมนาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันที่สถาบันพระพุทธศาสนา ซอกเซิน เมืองฮานอย ประเด็นคำถามคาใจก็ยังผุดเข้าผุดออกในหัวตลอดเวลานั้น แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ตั้งคำถามกับท่าน ท่าน THICH THANH DAT  ผู้อำนวยการและท่าน THICH MINT TIEN รองผู้อำนวยการ Viet Nam Buddhist Academy in Ha Noi ซึ่งออกมาต้อนรับคณะของเรา เพราะคณะนิสิตชิงถามกันไม่หยุดจนไม่มีช่องว่างให้หาคำตอบกับประเด็นนี้ อย่างไรก็ดีคำถามนี้ถูกยกประเด็นขึ้นมาถามบนรถทัวร์ ซึ่งมีป้าเพ็ญ หรืออาจารย์พรเพ็ญ ได้ช่วยชี้แจงข้อเท็จจริงให้คณะเราทราบ อย่างไรก็ดีเมื่อผู้เขียนกลับมาถึงเมืองไทยจึงได้กลับมาค้นหาคำตอบเพิ่มเติมจากหนังสือตำราอีก หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ  พุทธศาสนากับคอมมิวนิสต์ เขียนโดย สุพจน์ ด่านตระกูล ได้ให้ความกระจ่างในประเด็นนี้ไว้ว่า
          พุทธศาสนาสอนให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามสภาพความ เป็นจริง (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และให้ปฏิบัติเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านั้นอย่างรู้เท่าทัน

ลัทธิคอมมิวนิสต์ สอนให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามสภาพความเป็นจริง (สสารธรรมประติการ) และให้ปฏิบัติเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านั้นอย่างรู้เท่าทัน
พุทธศาสนาบอกว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย ในโลกนี้เมื่อพิเคราะห์จนถึงที่สุดแล้วมีอยู่เพียง 2 อย่าง อย่างหนึ่ง คือส่วนที่เรียกว่า รูป (ตรงกับสสารของคอมมิวนิสต์) อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า นาม (ตรงกับจิตของคอมมิวนิสต์)
พุทธศาสนาบอกว่า สรรพสิ่งในโลกนี้ไม่เที่ยง (อนิจจัง) ย่อมปะทะขัดแย้งหมุนเวียนไป (ทุกขัง) และสิ่งที่เรียกว่าตัวตนหรือสิ่งสมบูรณ์ในตัวเองไม่มี ต้องมีสังขารปรุงแต่งขึ้น (อนัตตา)
คอมมิวนิสต์บอกว่า สรรพสิ่งในโลกนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (อนิจจัง) มีการปะทะขัดแย้งกันภายในของมันเอง (ทุกขัง) และมีลักษณะสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันพึ่งพิงกันและประกอบกันขึ้น สิ่งที่สมบูรณ์ในตัวเองไม่มี (อนัตตา)
พุทธศาสนาสอนให้พึ่งตนเอง (อัตตาหิ อัตตโน นาโถ) ไม่ใช่พึ่งเทวดา หรือผีห่าซาตานที่ไหน
คอมมิวนิสต์ก็สอนให้พึ่งตนเองเหมือนกัน เช่นว่าการอภิวัฒน์ไม่ใช่สินค้าที่จะสั่งเข้าหรือส่งออก และการอภิวัฒน์ ของประเทศไหนก็เป็นภาระหน้าที่ของประชาชนผู้ทุกข์ยากในประเทศนั้น พึ่งพลังมวลชน คือพลังแห่งชนชั้นอภิวัฒน์
พระพุทธองค์บอกว่า ธรรมทั้งหลายเป็นของมีอยู่ พระองค์เองเป็นแต่เพียงผู้ค้นพบธรรมเหล่านั้นเท่านั้น คือไม่ใช่เป็นผู้บัญญัติธรรมเหล่านั้นขึ้นมา เช่นเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เป็นผู้บัญญัติกฎวิทยาศาสตร์ หากเป็นแต่เพียงผู้ค้นพบกฎวิทยาศาสตร์เท่านั้น
คาร์ลมาร์กซ์ปฐมาจารย์ แห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ก็เช่นเดียวกัน คือหาใช่เป็นผู้สร้างหรือผู้บัญญัติลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมาไม่ มาร์กซ์เป็นแต่เพียงผู้ประมวลสรรพวิชาแห่งคลังวิทยา ที่มนุษยชาติได้สะสมมานับเป็นเวลาอันยาวนานเท่านั้น เลนินปรมาจารย์แห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ได้กล่าวไว้ว่าแม้มาร์กซ์เป็นอัจฉริยบุคคลแต่ลัทธิมาร์กซ์เป็นผลแห่งคลังวิทยาที่ มนุษยชาติได้สะสมก่อนสมัยมาร์กซ์)
พุทธศาสนาสอนให้ละกิเลสตัณหา คือความไคร่ความอยากที่ทำให้เศร้าหมอง และให้ประกอบสัมมาชีพด้วยจิตที่ว่างแล้วซึ่งกิเลสตัณหา คือทำงานด้วยจิตว่าง
คอมมิวนิสต์มีทรรศนะในการทำงานว่า งานมิใช่เป็นเพียงอุปกรณ์การหาเลี้ยงชีพ แต่เป็นความจำเป็นแห่งชีวิตหรือเป็นส่วนหนึ่งแห่งชีวิต (กำหนดการมอสโคว์) คือทำงานเพื่อเอางานและนั่นก็คือทำงานด้วย จิตว่างนั่นเอง เช่นเดียวกับการทำงานตามคำสอนในพุทธศาสนา
พุทธศาสนาปฏิเสธชั้นวรรณะ แต่ให้ถือกรรมหรือการกระทำของแต่ละคนเป็นเรื่องสำคัญ  ดังพระพุทธภาษิตว่า นชาตฺชา วสโล โหติ น ชาตฺชา โหติ พรหฺมโน กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พรหมโน,” แปลเป็นไทยว่า คนเราจะเป็นผู้ต่ำทรามเพราะชาติสกุลก็ไม่ใช่ จะเป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติสกุลก็ไม่ใช่ คนเราจะเป็นผู้ต่ำทรามก็เพราะการกระทำ จะเป็นผู้ประเสริฐก็เพราะการกระทำ การกระทำที่ต่ำทรามมีอยู่หลายกรณี แต่กรณีหนึ่งก็คือการเบียดเบียนกดขี่ขูดรีดกินแรงผู้อื่น และการกระทำที่ประเสริฐก็มีอยู่หลายกรณีเช่นกัน แต่กรณีหนึ่งคือการกระทำเพื่อส่วนรวม

คอมมิวนิสต์ก็มีเป้าหมายอยู่ที่การยกเลิกชนชั้น หรือชั้นวรรณะเช่นกัน คือ ชนชั้นเบียดเบียนกับชนชั้นที่ถูกเบียดเบียน หรือชนชั้นผู้กดขี่ขูดรีดกับชนชั้นผู้ถูกกดขี่ขูดรีด เมื่อชนชั้นถูกยกเลิกไปหมดแล้ว ทุกคนก็ทำงานร่วมกันเพื่อรังสรรค์สังคมอันเป็นการกระทำที่ประเสริฐ (กมฺมุนาโหติ พรหฺมโน)
ดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า โดยแก่นแท้ของพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นปฏิปักษ์กับคอมมิวนิสต์

ศาสนาเป็นยาฝิ่นของประชาชน
ศาสนาเป็นยาฝิ่นของประชาชนมาร์กซ์ปฐมาจารย์แห่งลัทธิคอมมิวนิสต์กล่าวขึ้น เพราะว่ามันทำให้มหาชนมึนเมาหลงใหลว่าศาสนาเป็นที่พึ่งของตน จนเลยไม่คิดพึ่งตัวเองและไม่คิดพึ่งองค์การของประชาชนผู้ทำงานเอง และโดยประการฉะนี้ เลยไม่ประสบความสมหวังในชีวิตตามเจตจำนง เสพฝิ่นเข้าไปแล้ว โลกอันทุกข์ร้อนจะกลายเป็นโลกอันรื่นรมย์ไปได้ฉันใด เสพศาสนาเข้าไปแล้วโลกอันทุกข์ร้อนก็จะเสื่อมคลายลง เพราะเกิดความพอใจทางจิตขึ้นมาฉันนั้น ในการ มึนเมาจากการเสพศาสนานี้ประชาชนผู้ทำงานจะนิ่งเฉยอยู่ จะไม่ร่วมกำลังกันเข้าทำการต่อต้านผู้รุกรานตลอดกาลคือ นักขูดรีดทั้งหลาย จะยอมเป็นเบี้ยล่างเป็นทาสน้ำเงินอยู่ตลอดกาลเพื่อความไพบูลย์ของนักขูดรีด เพียงหยิบมือเดียว
ข้อความข้างบนนี้ สมัคร บุราวาสได้กล่าวอ้างไว้ในหนังสือ พุทธิสม์เผชิญหน้ากับคอมมิวนิสต์และใครต่อใครที่เป็นนักรับจ้างโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ก็ได้ยกเอาวาทะของมาร์กซ์ที่ว่า ศาสนาเป็นยาฝิ่นของประชาชนประโยคนี้ ขึ้นมากล่าวอ้าง เพื่อชี้ให้เห็นว่าคอมมิวนิสต์ไม่มีศาสนา คอมมิวนิสต์ทำลายศาสนา เพราะคอมมิวนิสต์ถือว่าศาสนาเป็นยาฝิ่นมอมเมาประชาชน นักรับจ้างโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ถึงกับพิมพ์ข้อความออกโฆษณาชวน เชื่อเผยแพร่เป็นการเตือนใจว่า คอมมิวนิสต์มาศาสนาหมด
และแล้วสมัคร บุราวาส หรือ กัปตันสมุทรก็ได้ให้คำอธิบายความหมายของศาสนาที่มาร์กซ์หมายถึงไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนั้นว่า ที่จริงแล้วมาร์กซ์ได้กล่าวไว้ดังนั้นเฉพาะ สำหรับศาสนาซึ่งมีพระผู้เป็นเจ้า อันทำให้ประชาชนยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่ง และเลยเว้นเสียจากการคิดพึ่งตัวเองและพรรคพวกของตัวเองไป วัตถุประสงค์ของคอมมิวนิสต์ในการแก้ความทุกข์ยากของโลก คือการสถาปนาสังคมนิยมตามแบบวิทยาศาสตร์ขึ้น และในการนี้มนุษย์ที่ทำงานเท่านั้นจะร่วมมือกันประกอบขึ้นได้สำเร็จ หาใช่เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่องค์ใดอันมิได้มีอยู่จริงๆ ไม่ การยึดเทพเจ้าเป็นที่พึ่งจะทำให้เราทิ้งสังคมและทิ้งมนุษย์ด้วยกันเองที่อาจ ช่วยแก้ทุกข์ของคนได้
ฉะนั้นใครติดศาสนาเทพเจ้าอย่างงอมแงมก็ไม่ผิด อะไรกับติดฝิ่นซึ่งแม้มันจะทำให้เราเกิดความสบายขึ้นในจิตใจได้บ้างชั่วขณะ ก็จะกลับทำให้เราอ่อนแอและหมดหวังในชีวิตลงไปทุกที ในกรณีอย่างนี้มาร์กซ์จึงว่า ศาสนาเป็นฝิ่นของประชาชนแท้ๆ

Viet Nam Buddhist Academy in Ha Noi
สถาบันพระพุทธศาสนาที่เมืองฮานายในเวียดนามแห่งนี้ ( Viet Nam Buddhist Academy in Ha Noi ) นี้ตั้งอยู่ที่อำเภอ SOC SON เมือง HA NOI ถือเป็นสถาบันระดับอุดมศึกษา ที่เป็นมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาของประเทศเวียดนามแห่งหนึ่ง (ซึ่งทราบว่ามีหลายแห่ง) มีจำนวนพระภิกษุและภิกษุณี ที่เป็นนักศึกษาประมาณ 400 รูป  ซึ่งนักศึกษาที่สอบเข้ามาศึกษานั้นจะต้องจบขั้นพื้นฐานทางศาสนาพุทธ ตามหลักสูตรที่ทางคณะสงฆ์กำหนดไว้ก่อน จึงจะมีสิทธิ์เข้ามาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้
Engaged Buddhism (พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม)
ชีวิตของพระนักศึกษาที่นี่ ก็ใช้ชีวิตเหมือนนักบวชมหายานทั่วไป คือมีกิจของสงฆ์ที่ต้องทำ เช่นทำวัตรสวดมนต์ เจริญสมาธิ ศึกษาพระธรรมวินัยและพระสูตรต่างๆ นอกจากนี้ก็ลงไปทำงานกับชุมชน เป็นงานอาสาสมัครด้านสังคมสงเคราะห์ ตามแบบฉบับของพระมหายานทั่วๆ ไป ซึ่งเน้นการรับใช้สังคมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ตามแนวคิด Engaged Buddhism (พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม) จึงทำให้พระพุทธศาสนามหายานยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเวียดนามอยู่ยาวนานมาจนทุกวันนี้
การบวชเป็นพระมหายานนั้น มักจะเป็นการบวชตลอดชีวิต เพราะหากไม่คิดจะอุทิศชีวิตเพื่อทำงานให้กับพระศาสนาตลอดชีวิต ก็จะลาสิกขาในช่วงที่เป็นสามเณร แต่ก็ทราบมาว่า ก็มีพระลาสิกขาออกไปเช่นกัน แต่สังคมมักจะไม่ยอมรับและได้รับการดูถูกจากสังคมด้วย พระมหายานจะเน้นการพึ่งพาตนเอง ปลูกผัก ทำนา การเกษตรกรรมเอง ไม่มีการออกไปเดินบิณฑบาตอย่างพระเถรวาทบ้านเรา                   จากการสัมมนาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนกันในห้องประชุมสถาบันพระพุทธศาสนา ฮานอย ทำให้เราทราบว่า พระพุทธศาสนามหายานในเวียดนามเอง ก็ยังแบ่งออกเป็นนิกายต่างๆ อีกถึง ๑๒ นิกาย อย่างไรก็ตาม นิกายทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของโครงสร้างคณะสงฆ์เดียวกัน คือคณะสงฆ์ที่รัฐบาลเวียดนามกำหนดขึ้น อันเป็นโครงสร้างการปกครองบริหารคณะสงฆ์ของเวียดนามในขณะนั้น (คล้ายกับโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ของประเทศไทย) มีตำแหน่งสังฆราช ซึ่งเป็นตำแหน่งประธานสูงสุดฝ่ายสงฆ์ เจ้าคณะเขต เจ้าคณะเมือง เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จะแตกต่างกับไทยตรงที่ ทุกตำแหน่งนั้นจะต้องได้รับการแต่งตั้งจากประธานประเทศเวียดนามเท่านั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่าพระสงฆ์ในเวียดนามนั้น นอกจากจะต้องเผยแผ่พระศาสนาแล้ว ก็ยังต้องทำหน้าที่เพื่อตอบสนองนโยบายทางการเมืองตามที่รัฐบาลมอบหมายด้วย พระสังฆาธิการต่างๆ จึงมีตำแหน่งทางการเมืองเข้าประชุมสภาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย
อิทธิพลเต๋าและขงจื้อ
            พระพุทธศาสนามหายานในเวียดนาม ยังได้รับอิทธิพลจากลัทธิเต๋าและขงจื้อ จากประเทศจีนอย่างแยกจากกันไม่ขาด เหมือนกับพุทธและพราหมณ์ในประเทศไทยของเรา ดังนั้นศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ ของเวียดนามจึงสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อของคนโบราณที่นับถือผีบรรพบุรุษ เห็นได้จากหลุมฝังศพของพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่กระจายกันอยู่ตามท้องไร่ท้องนา หรือในหมู่บ้าน ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามพยายามรณรงค์ให้มีการเผาศพ แทนการฝังแทน ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองจากคนเวียดนามรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่เป็นภาระรับผิดชอบหลุมฝังศพ อีกทั้งปัจจุบันที่ดินในเวียดนามก็มีราคาแพงมากด้วย
          ศาสนาในโลกคอมมิวนิสต์ อาจจะเป็นความหวังใหม่และเป็นความหวังเดียวของโลกที่กำลังถูกลัทธิทุนนิยมกลืนกินอยู่ก็เป็นได้.
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น