จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พุทธจริยธรรมกับปัญหาสิ่งแวดล้อม (ตอน 6 )





งานในป่าของพระอริยเจ้า
                   ธรรมชาติของพระอริยเจ้าและพระพุทธเจ้าอีกอย่างหนึ่งคือ  การพักผ่อนในเสนาสนะอันสงัดโดยเฉพาะเสนาสนะป่า   ดังข้อความในมหาโคสิงคสาลสูตร[1] ขณะพระพุทธเจ้าประทับ ณ ป่ามหาโคสิงคสาลวันกับพระอริยสาวกชั้นผู้ใหญ่หลายรูปที่มีชื่อคือพระสารีบุตร  พระมหาโมคคัลลานะ   พระมหากัสสปะ  พระอนุรุทธะ  พระเรวตะ  พระอานนท์ เป็นต้น    เย็นวันหนึ่ง ได้ประชุมเสวนาธรรมกัน โดยพระสารีบุตรได้ตั้งปัญหาถามพระอานนท์กลางที่ประชุมว่า  ป่ามหาสิงคสาลนี้  งดงามเหมาะสมกับภิกษุประเภทใด?
พระอานนท์ตอบว่า           งามสำหรับภิกษุผู้พหูสูตร
พระมหากัสสปะตอบว่า      งามสำหรับภิกษุผู้อยู่ป่า
พระเถระอื่น  ๆ ตอบว่า      งามสำหรับภิกษุผู้มีคุณธรรม
         ปรากฏความเห็นแตกต่างกันไป เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงพากันเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าพระองค์ตรัส ว่า ป่านี้งดงามสำหรับภิกษุผู้กลับจากบิณฑบาต นั่งคู้บรรลังค์  (นั่งสมาธิ) ตั้งกายตรงดำรงสติมั่นเฉพาะหน้าตั้งใจว่า  จะไม่เลิกนั่งสมาธิ ตราบใดที่จิตยังไม่พ้นจากกิเลสาสวะ  ไม่ยึดมั่นด้วยอุปทาน
                  เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ภิกษุที่จะทำให้ป่างดงามได้  ไม่จำเป็นต้องถางป่า  หรือตกแต่งป่าด้วยศิลปะใดๆ  แต่พระภิกษุผู้อยู่ป่าไม่ว่าอริยสาวก หรือปุถุชนจะต้องศึกษาธรรม เสวนาธรรม  ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยมีความหลุดพ้นจากอาสวะเป็นเป้าหมาย แม้หลุดพ้นแล้วก็ดำรงชีพอยู่ด้วยวิหารธรรมต่างๆ มิขาดสาย  นำธรรมะที่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว มาเผยแผ่แก่พุทธบริษัทสี่ด้วยความชำนาญ คล่องแคล่ว เจาะลึกในเนื้อหา เพื่อถอนกิเลสาสวะของผู้ฟังเป็นเป้าหมาย  ความงามของป่าที่มีพระภิกษุเข้าไปบำเพ็ญธรรมจึงมิใช่ด้วยการตกแต่งหรือปรับปรุงด้วยวิธีการใดๆ แต่ป่าทั้งป่าจะงดงามเพราะธรรมจริยวัตรของพระภิกษุผู้เข้าไปอยู่ป่านั้นเองเพื่อบำเพ็ญเพียรขัดเกลากิเลสาสวะต่อไป  พระสูตรทำนองเดียวกันนี้ยังมีปรากฎในพระไตรปิฎกอีกมากมาย


พระพุทธศาสนากับสัตว์
         พระพุทธศาสนาเคารพสิทธิของสัตว์ว่าเป็นสิ่งมีค่าในตัวเอง  ดังในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต14 ได้กล่าวถึงสัตว์และพืชชนิดต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก โดยได้กล่าวว่ามนุษย์เป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ดังข้อความที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า
                         ท่านทั้งหลาย  ย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้ แต่หญ้าและต้นไม้ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นหญ้าและต้นไม้ หญ้าและต้นไม้เหล่านั้น มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน
แต่นั้น ท่านทั้งหลายจงรู้จัก  หนอน ตั๊กแตน มดดำ และมดแดง สัตว์เหล่านั้น มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน
         ท่านทั้งหลาย จงรู้จักสัตว์ 4 เท้า ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ สัตว์เหล่านั้น มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน
                         ต่อแต่นั้น ท่านทั้งหลาย จงรู้จักปลาที่เกิดในน้ำเที่ยวไปในน้ำ ปลาเหล่านั้น มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน
                         ถัดจากนั้น ท่านทั้งหลาย จงรู้จักนกที่บินไปในเวหา นกเหล่านั้น  มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน
                         เพศที่สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมาก ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลายเหมือนอย่างเพศมีสัณฐานที่สำเร็จมาแต่ชาติ  เป็นอันมากในชาติเหล่านั้น
         เมื่อเราพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วจะพบว่า  มนุษย์ สัตว์ และธรรมชาติซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพของตนๆ แต่จุดรวมในทางพระพุทธศาสนาก็คือ ทั้งมนุษย์ สัตว์ และธรรมชาติ ต่างเป็นสิ่งที่มีชีวิตและมีอิสระในตัวเองที่ไม่ต้องการให้ใครล่วงเกินตน จากสิทธิส่วนนี้มนุษย์จึงไม่มีเหตุผลที่จะทำลายสัตว์และธรรมชาติ  เพราะเหตุเพื่อสนองตอบความต้องการของมนุษย์เอง  วิธีการนี้เองจะเป็นเหตุนำไปสู่วิถีทางแห่งการทำลายตัวมนุษย์เองในที่สุด
         มนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล รู้จักใช้ปัญญาในการตัดสินใจกระทำ เพราะสรรพสิ่งทั้งที่เห็นได้และไม่สามารถเห็นได้บนโลกนี้มีจำนวนมากมาย  จำเป็นอยู่เองที่มนุษย์ต้องระวังการกระทำของมนุษย์เองเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง มนุษย์ สัตว์และธรรมชาติ ดังข้อความในอังคุตตรนิกายไว้ว่า
                         ….ภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ที่เกิดบนบกมีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่เกิดในน้ำมากกว่าโดยแท้  สัตว์ที่กลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย  สัตว์ที่กลับมาเกิดในกำเนิดอื่นจากมนุษย์มากกว่าโดยแท้ …..เปรียบเหมือนในชมพูทวีปนี้มีสวนที่น่ารื่นรมย์ มีป่าที่น่ารื่นรมย์ มีภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์  มีสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์  เพียงเล็กน้อย มีที่ดอน ที่ลุ่ม  เป็นลำน้ำ เป็นที่ตั้งแห่งตอและหนาม มีภูเขาเกะระกะ เป็นส่วนมาก15
  
                         ข้อความที่พรรณนาถึงสุนทรียศาสตร์ในชาดกนี้ อันเป็นแนวคิดเรื่องโลกธรรมชาติในอุดมคติของพระพุทธศาสนาได้แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติที่สมบูรณ์ของมนุษยชาติ
         อย่างไรก็ตาม สภาพชีวิตของสัตว์เป็นสภาวะที่ตกอยู่ในอบายภูมิ ตามชาดก พระพุทธเจ้าเคยเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น ช้าง  ลิง นก  กระต่าย ฯลฯ  และในสังสารวัฏนั้น ไม่มีใครอ้างได้ว่า เขาไม่เคยเกิดเป็นสัตว์  ฉะนั้น เป็นที่ประจักษ์ว่า  ในระบบนิเวศวิทยา มนุษย์เป็นผู้ด้อยเพราะละเมิดต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ  แท้งที่จริงแล้ว สัตว์ทั้งปวงเป็นพี่น้องกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน มนุษย์ต่างแบ่งใช้ธรรมชาติและจิตวิญญาณเดียวกันด้วย
         สมัยพุทธกาล สังคมอินเดียยังคงทำพิธีการฆ่าสัตว์บูชายัญเพื่อแสดงความภักดีต่อเทพเจ้า  พระพุทธองค์ได้ทรงตำหนิพิธีการนี้  คำสอนของพุทธองค์แสดงความเป็นมิตรและไม่ก้าวเร้าไม่เฉพาะต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสัตว์ทั้งปวงและพืชด้วย  เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนม์ชีพอยู่ ได้มีผู้ถวายพื้นที่ป่า ทำให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าไปด้วย  เช่น ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน   เวฬุวนาราม  เป็นต้น

พระพุทธบัญญัติเรื่องสัตว์
                         พระพุทธบัญญัติเพื่อปลูกฝังความรักสัตว์และสิ่งแวดล้อม คือ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ 1 ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า อนึ่งภิกษุใดแกล้งฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นปาจิตตีย์สัตว์ในที่นี้หมายถึงสัตว์เดรัจฉานทุกชนิด  ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าแมลงตัวเล็กตัวน้อยขนาดไหนก็ตาม ล้วนมีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองชีวิตจากบทบัญญัตินี้อย่างเท่าเทียมกัน
                         ในสิกขาบททที่ 2 พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า ภิกษุใดรู้อยู่บริโภคน้ำมีตัวสัตว์เป็นปาจิตตีย์16 สิกขาบทนี้เน้นย้ำลงไปว่า แม้สัตว์ตัวเล็กขนาดอยู่ในน้ำดื่ม ภิกษุก็ไม่ควรไปล่วงละเมิดสิทธิ์ในการดำรงชีวิตของเขา ใครล่วงละเมิดย่อมมีความผิด
                         เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์ได้มีจิตสำนึกในความรักสัตว์เหมือนรักชีวิตตนเอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงธรรมชาติของสัตว์ทั้งหลายไว้ว่าสัตว์ทั้งปวง ย่อมหวาดหวั่นต่อาชญา  สัตว์ทั้งปวงย่อมกลัวความตาย  สัตว์ทั้งปวงย่อมหวาดหวั่นต่ออาชญา  ชีวิตเป็นที่รักของตนๆ ทุกๆ ชีวิตเป็นเช่นใด สัตว์เหล่านั้นก็ฉันนั้น  สัตว์เหล่านี้ฉันใด  เราก็ฉันนั้น  นึกถึงเขา เอาตัวเราเข้าเทียบแล้วไม่ควรเข่นฆ่า ไม่ควรให้สังหารกัน
                         คำว่า สัตว์ในพระพุทธพจน์นี้มิได้หมายถึงเพียงสัตว์เดรัจฉานใหญ่น้อยเท่านั้นแต่ยังหมายรวมถึงมนุษย์ทุกคนด้วย หากมนุษย์ปลูกจิตสำนึกอยู่เช่นนี้ แพร่ขยายจิตสำนึกเช่นนี้  มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายก็จะดำรงชีวิตในโลกนี้อย่างสงบสุข
               

พระพุทธศาสนากับน้ำ 
         น้ำเป็นธาตุหนึ่งที่สำคัญในบรรดาธาตุ 4  การให้น้ำดื่มแก่ผู้กระหายเป็นบุญกุศล ตรงข้าม ถ้าหากมนุษย์ทำให้น้ำเป็นพิษ พวกเขาจะได้รับผลกรรม  การรักษาแหล่งน้ำบริโภค  อุปโภคมีความสำคัญไม่น้อย ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า
         ภิกษุพึงทำการศึกษาว่า  เราจักไม่ถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะ หรือป้วนเขฬะลงในน้ำ   ต่อเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยกับภิกษุอาพาธ พระองค์ทรงวางอนุบัญญัติว่า ภิกษุพึงทำการศึกษาว่าเราไม่อาพาธ จักไม่ถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะ หรือ บ้วนเขฬะลงในน้ำ17       
         สิกขาบทนี้มีจุดประสงค์ชัดเจนในการรักษาน้ำให้บริสุทธิ์เอาไว้ให้เพื่อนมนุษย์ได้ใช้นานๆ มองตามบทบัญญัติก็จะพบว่า พระภิกษุโดยปกติก็ไม่มีทรัพย์อันใดหรือกิจกรรมใดๆ ที่จะสร้างมลพิษให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้  คงมีก็แต่สิ่งสกปรกอันมีอยู่ตามธรรมชาติภายในกายที่จะต้องถ่ายออกมาทิ้งข้างนอกเท่านั้น สถานที่ถ่ายจึงต้องเป็นที่ที่เหมาะสม ห้ามถ่ายลงแม่น้ำเป็นอันขาด ในกรณีที่ภิกษุอาพาธหรือป่วยได้รับการยกเว้น เพราะผู้ที่ป่วยไข้หรืออาพาธนั้น บางครั้งระบบการขับถ่ายของร่างกายไม่สามารถจะควบคุมได้ เช่น  ฉันยาถ่ายแล้วนั่งเรือมาในแม่น้ำะขึ้นฝั่งก็คงจะไม่ทันการ  ต้องตัดสินใจปล่อยไปในแม่น้ำเพราะความจำเป็น แล้วจะได้ระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก
         เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า  ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสก็ดี วินัยที่ทรงบัญญัติไว้ก็ดี ล้วนตั้งวอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง ใครก็ตามปฏิบัติแล้วก็จะพบกับชีวิตที่ปกติสุข  สอดประสานกลมกลืนกับธรรมชาติ  ไม่เบี่ยงเบนไปจากธรรมชาติ การปฏิบัติผิดธรรมะ ผิดวินัยเสียอีกที่ยิ่งดูไปก็ยิ่งผิดธรรมชาติ สวนทางกับธรรมชาติ  เช่น  การดื่มสุราเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ  เพราะร่างกายโดยปกติไม้ต้องการสุรา  การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติ เพราะตามธรรมชาติร่างกายไม่ต้องการควันพิษเช่นนั้น แต่ต้องการอากาศบริสุทธิ์   แนวความคิดจากสิกขาบทเหล่านี้ ล้วนสามารถนำมาเป็นพื้นฐานแห่งความคิดและสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
         พระองค์พยายามเน้นให้พระสงฆ์เป็นผู้นำแห่งการปฏิบัติตนในแง่การอนุรักษ์น้ำ ไม่กระทำการใดๆ อันจะเป็นแบบอย่างแห่งการทำลายน้ำในลักษณะเป็นวงกว้างดังสิกขาบทในพระวินัยว่า  ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงติเตียนพระภิกษุสัตตรสวัคคีย์ ซึ่งเล่นน้ำอยู่ในแม่น้ำอจิรวดีความว่า
                         ภิกษุทั้งหลาย ไฉนเล่า  พวกเธอจึงได้เล่นน้ำกัน การกระทำของพวกเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใสแล้ว  หรือเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่เลื่อมใสแล้วทรงบัญญัติสิกขาบท18 ว่า“………….เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะกรรมคือหัวเราะในน้ำ
                         มีอธิบายความว่า ธรรมคือหัวเราะในน้ำนั้น ได้แก่ น้ำลึกพ้นข้อเท้าขึ้นไป ภิกษุมีความประสงค์จะรื่นเริง  ดำลงก็ดี ผุดขึ้นก็ดี ว่ายไปก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์
         อนึ่ง ในศาสนพิธี พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ใช้แม่น้ำทำสังฆกรรมได้ หรือที่เรียกว่า โบสถ์น้ำ  (อุททุกเขปสีมา)  ซึ่งมีประโยชน์โดยอ้อมด้วย  ทำให้บริเวณนั้นดูสะอาด เป็นสวนธรรมชาติไปด้วย  ทำให้ต้นไม้ได้รับการบำรุง  เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าชนิดต่างๆ และนกนานาพันธุ์  นอกจากนี้ ทำให้วัดกลายเป็นเขตอภัยทานสำหรับ ปลา เต๋า และสัตว์น้ำชนิดต่างๆ


[1] ม.มูล. 2/635-638.  พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง.  2514.
               14 อัง. สัตตก. 23/11/53. พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง. 2514.
               15 ขุ.ชา. 27/222-7/62-5. พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง. 2514.

16 วินย.มหา. 2/635-638.  พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง. 2514.
               17 วินย.มหา. 2/925-927.  พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง. 2514.

               18  วินย.มหา. 2/586-587. พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง. 2514.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น