งานในป่าของพระอริยเจ้า
ธรรมชาติของพระอริยเจ้าและพระพุทธเจ้าอีกอย่างหนึ่งคือ
การพักผ่อนในเสนาสนะอันสงัดโดยเฉพาะเสนาสนะป่า ดังข้อความในมหาโคสิงคสาลสูตร[1]
ขณะพระพุทธเจ้าประทับ ณ ป่ามหาโคสิงคสาลวันกับพระอริยสาวกชั้นผู้ใหญ่หลายรูปที่มีชื่อคือพระสารีบุตร
พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ
พระเรวตะ พระอานนท์ เป็นต้น เย็นวันหนึ่ง ได้ประชุมเสวนาธรรมกัน
โดยพระสารีบุตรได้ตั้งปัญหาถามพระอานนท์กลางที่ประชุมว่า ป่ามหาสิงคสาลนี้ งดงามเหมาะสมกับภิกษุประเภทใด?
พระอานนท์ตอบว่า
งามสำหรับภิกษุผู้พหูสูตร
พระมหากัสสปะตอบว่า งามสำหรับภิกษุผู้อยู่ป่า
พระเถระอื่น ๆ ตอบว่า งามสำหรับภิกษุผู้มีคุณธรรม
ปรากฏความเห็นแตกต่างกันไป
เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงพากันเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าพระองค์ตรัส ว่า “ป่านี้งดงามสำหรับภิกษุผู้กลับจากบิณฑบาต
นั่งคู้บรรลังค์ (นั่งสมาธิ)
ตั้งกายตรงดำรงสติมั่นเฉพาะหน้าตั้งใจว่า จะไม่เลิกนั่งสมาธิ
ตราบใดที่จิตยังไม่พ้นจากกิเลสาสวะ ไม่ยึดมั่นด้วยอุปทาน”
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า
ภิกษุที่จะทำให้ป่างดงามได้
ไม่จำเป็นต้องถางป่า
หรือตกแต่งป่าด้วยศิลปะใดๆ
แต่พระภิกษุผู้อยู่ป่าไม่ว่าอริยสาวก หรือปุถุชนจะต้องศึกษาธรรม
เสวนาธรรม ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด
โดยมีความหลุดพ้นจากอาสวะเป็นเป้าหมาย
แม้หลุดพ้นแล้วก็ดำรงชีพอยู่ด้วยวิหารธรรมต่างๆ มิขาดสาย นำธรรมะที่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว มาเผยแผ่แก่พุทธบริษัทสี่ด้วยความชำนาญ
คล่องแคล่ว เจาะลึกในเนื้อหา เพื่อถอนกิเลสาสวะของผู้ฟังเป็นเป้าหมาย ความงามของป่าที่มีพระภิกษุเข้าไปบำเพ็ญธรรมจึงมิใช่ด้วยการตกแต่งหรือปรับปรุงด้วยวิธีการใดๆ
แต่ป่าทั้งป่าจะงดงามเพราะธรรมจริยวัตรของพระภิกษุผู้เข้าไปอยู่ป่านั้นเองเพื่อบำเพ็ญเพียรขัดเกลากิเลสาสวะต่อไป พระสูตรทำนองเดียวกันนี้ยังมีปรากฎในพระไตรปิฎกอีกมากมาย
พระพุทธศาสนากับสัตว์
พระพุทธศาสนาเคารพสิทธิของสัตว์ว่าเป็นสิ่งมีค่าในตัวเอง ดังในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต14 ได้กล่าวถึงสัตว์และพืชชนิดต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก
โดยได้กล่าวว่ามนุษย์เป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น
ดังข้อความที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า
“ท่านทั้งหลาย
ย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้ แต่หญ้าและต้นไม้ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นหญ้าและต้นไม้
หญ้าและต้นไม้เหล่านั้น มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน
แต่นั้น ท่านทั้งหลายจงรู้จัก หนอน
ตั๊กแตน มดดำ และมดแดง สัตว์เหล่านั้น มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ
เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน
ท่านทั้งหลาย จงรู้จักสัตว์ 4 เท้า
ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ สัตว์เหล่านั้น มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่าง
ๆ กัน
ต่อแต่นั้น
ท่านทั้งหลาย จงรู้จักปลาที่เกิดในน้ำเที่ยวไปในน้ำ ปลาเหล่านั้น มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ
เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน
ถัดจากนั้น
ท่านทั้งหลาย จงรู้จักนกที่บินไปในเวหา นกเหล่านั้น มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ
กัน
เพศที่สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมาก
ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลายเหมือนอย่างเพศมีสัณฐานที่สำเร็จมาแต่ชาติ เป็นอันมากในชาติเหล่านั้น”
เมื่อเราพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วจะพบว่า มนุษย์ สัตว์
และธรรมชาติซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพของตนๆ
แต่จุดรวมในทางพระพุทธศาสนาก็คือ ทั้งมนุษย์ สัตว์ และธรรมชาติ
ต่างเป็นสิ่งที่มีชีวิตและมีอิสระในตัวเองที่ไม่ต้องการให้ใครล่วงเกินตน
จากสิทธิส่วนนี้มนุษย์จึงไม่มีเหตุผลที่จะทำลายสัตว์และธรรมชาติ
เพราะเหตุเพื่อสนองตอบความต้องการของมนุษย์เอง วิธีการนี้เองจะเป็นเหตุนำไปสู่วิถีทางแห่งการทำลายตัวมนุษย์เองในที่สุด
มนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล
รู้จักใช้ปัญญาในการตัดสินใจกระทำ
เพราะสรรพสิ่งทั้งที่เห็นได้และไม่สามารถเห็นได้บนโลกนี้มีจำนวนมากมาย
จำเป็นอยู่เองที่มนุษย์ต้องระวังการกระทำของมนุษย์เองเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง
มนุษย์ สัตว์และธรรมชาติ ดังข้อความในอังคุตตรนิกายไว้ว่า
“….ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่เกิดบนบกมีเป็นส่วนน้อย
สัตว์ที่เกิดในน้ำมากกว่าโดยแท้
สัตว์ที่กลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย
สัตว์ที่กลับมาเกิดในกำเนิดอื่นจากมนุษย์มากกว่าโดยแท้ …..เปรียบเหมือนในชมพูทวีปนี้มีสวนที่น่ารื่นรมย์ มีป่าที่น่ารื่นรมย์
มีภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์
มีสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์
เพียงเล็กน้อย มีที่ดอน ที่ลุ่ม
เป็นลำน้ำ เป็นที่ตั้งแห่งตอและหนาม มีภูเขาเกะระกะ เป็นส่วนมาก”15
ข้อความที่พรรณนาถึงสุนทรียศาสตร์ในชาดกนี้ อันเป็นแนวคิดเรื่องโลกธรรมชาติในอุดมคติของพระพุทธศาสนาได้แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติที่สมบูรณ์ของมนุษยชาติ
อย่างไรก็ตาม
สภาพชีวิตของสัตว์เป็นสภาวะที่ตกอยู่ในอบายภูมิ ตามชาดก
พระพุทธเจ้าเคยเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น ช้าง ลิง นก
กระต่าย ฯลฯ และในสังสารวัฏนั้น
ไม่มีใครอ้างได้ว่า เขาไม่เคยเกิดเป็นสัตว์
ฉะนั้น เป็นที่ประจักษ์ว่า
ในระบบนิเวศวิทยา มนุษย์เป็นผู้ด้อยเพราะละเมิดต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ แท้งที่จริงแล้ว สัตว์ทั้งปวงเป็นพี่น้องกัน
เป็นครอบครัวเดียวกัน มนุษย์ต่างแบ่งใช้ธรรมชาติและจิตวิญญาณเดียวกันด้วย
สมัยพุทธกาล
สังคมอินเดียยังคงทำพิธีการฆ่าสัตว์บูชายัญเพื่อแสดงความภักดีต่อเทพเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงตำหนิพิธีการนี้
คำสอนของพุทธองค์แสดงความเป็นมิตรและไม่ก้าวเร้าไม่เฉพาะต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงสัตว์ทั้งปวงและพืชด้วย
เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนม์ชีพอยู่ ได้มีผู้ถวายพื้นที่ป่า
ทำให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าไปด้วย เช่น ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เวฬุวนาราม
เป็นต้น
พระพุทธบัญญัติเรื่องสัตว์
พระพุทธบัญญัติเพื่อปลูกฝังความรักสัตว์และสิ่งแวดล้อม คือ สัปปาณกวรรค
สิกขาบทที่ 1 ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า “อนึ่งภิกษุใดแกล้งฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นปาจิตตีย์” สัตว์ในที่นี้หมายถึงสัตว์เดรัจฉานทุกชนิด ไม่มีข้อยกเว้น
ไม่ว่าแมลงตัวเล็กตัวน้อยขนาดไหนก็ตาม ล้วนมีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองชีวิตจากบทบัญญัตินี้อย่างเท่าเทียมกัน
ในสิกขาบททที่ 2 พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า “ภิกษุใดรู้อยู่บริโภคน้ำมีตัวสัตว์เป็นปาจิตตีย์”16 สิกขาบทนี้เน้นย้ำลงไปว่า
แม้สัตว์ตัวเล็กขนาดอยู่ในน้ำดื่ม ภิกษุก็ไม่ควรไปล่วงละเมิดสิทธิ์ในการดำรงชีวิตของเขา
ใครล่วงละเมิดย่อมมีความผิด
เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์ได้มีจิตสำนึกในความรักสัตว์เหมือนรักชีวิตตนเอง
พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงธรรมชาติของสัตว์ทั้งหลายไว้ว่า “สัตว์ทั้งปวง
ย่อมหวาดหวั่นต่อาชญา
สัตว์ทั้งปวงย่อมกลัวความตาย
สัตว์ทั้งปวงย่อมหวาดหวั่นต่ออาชญา
ชีวิตเป็นที่รักของตนๆ ทุกๆ ชีวิตเป็นเช่นใด สัตว์เหล่านั้นก็ฉันนั้น สัตว์เหล่านี้ฉันใด เราก็ฉันนั้น
นึกถึงเขา เอาตัวเราเข้าเทียบแล้วไม่ควรเข่นฆ่า ไม่ควรให้สังหารกัน”
คำว่า “สัตว์” ในพระพุทธพจน์นี้มิได้หมายถึงเพียงสัตว์เดรัจฉานใหญ่น้อยเท่านั้นแต่ยังหมายรวมถึงมนุษย์ทุกคนด้วย
หากมนุษย์ปลูกจิตสำนึกอยู่เช่นนี้ แพร่ขยายจิตสำนึกเช่นนี้
มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายก็จะดำรงชีวิตในโลกนี้อย่างสงบสุข
พระพุทธศาสนากับน้ำ
น้ำเป็นธาตุหนึ่งที่สำคัญในบรรดาธาตุ
4 การให้น้ำดื่มแก่ผู้กระหายเป็นบุญกุศล ตรงข้าม ถ้าหากมนุษย์ทำให้น้ำเป็นพิษ
พวกเขาจะได้รับผลกรรม การรักษาแหล่งน้ำบริโภค
อุปโภคมีความสำคัญไม่น้อย ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า
“ภิกษุพึงทำการศึกษาว่า
เราจักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
หรือป้วนเขฬะลงในน้ำ” ต่อเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยกับภิกษุอาพาธ พระองค์ทรงวางอนุบัญญัติว่า “ภิกษุพึงทำการศึกษาว่าเราไม่อาพาธ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือ บ้วนเขฬะลงในน้ำ” 17
สิกขาบทนี้มีจุดประสงค์ชัดเจนในการรักษาน้ำให้บริสุทธิ์เอาไว้ให้เพื่อนมนุษย์ได้ใช้นานๆ
มองตามบทบัญญัติก็จะพบว่า พระภิกษุโดยปกติก็ไม่มีทรัพย์อันใดหรือกิจกรรมใดๆ
ที่จะสร้างมลพิษให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้
คงมีก็แต่สิ่งสกปรกอันมีอยู่ตามธรรมชาติภายในกายที่จะต้องถ่ายออกมาทิ้งข้างนอกเท่านั้น
สถานที่ถ่ายจึงต้องเป็นที่ที่เหมาะสม ห้ามถ่ายลงแม่น้ำเป็นอันขาด ในกรณีที่ภิกษุอาพาธหรือป่วยได้รับการยกเว้น
เพราะผู้ที่ป่วยไข้หรืออาพาธนั้น
บางครั้งระบบการขับถ่ายของร่างกายไม่สามารถจะควบคุมได้ เช่น ฉันยาถ่ายแล้วนั่งเรือมาในแม่น้ำจะขึ้นฝั่งก็คงจะไม่ทันการ ต้องตัดสินใจปล่อยไปในแม่น้ำเพราะความจำเป็น
แล้วจะได้ระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก
เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสก็ดี
วินัยที่ทรงบัญญัติไว้ก็ดี ล้วนตั้งวอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง
ใครก็ตามปฏิบัติแล้วก็จะพบกับชีวิตที่ปกติสุข
สอดประสานกลมกลืนกับธรรมชาติ
ไม่เบี่ยงเบนไปจากธรรมชาติ การปฏิบัติผิดธรรมะ ผิดวินัยเสียอีกที่ยิ่งดูไปก็ยิ่งผิดธรรมชาติ
สวนทางกับธรรมชาติ เช่น การดื่มสุราเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ เพราะร่างกายโดยปกติไม้ต้องการสุรา การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติ
เพราะตามธรรมชาติร่างกายไม่ต้องการควันพิษเช่นนั้น แต่ต้องการอากาศบริสุทธิ์ แนวความคิดจากสิกขาบทเหล่านี้
ล้วนสามารถนำมาเป็นพื้นฐานแห่งความคิดและสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
พระองค์พยายามเน้นให้พระสงฆ์เป็นผู้นำแห่งการปฏิบัติตนในแง่การอนุรักษ์น้ำ
ไม่กระทำการใดๆ อันจะเป็นแบบอย่างแห่งการทำลายน้ำในลักษณะเป็นวงกว้างดังสิกขาบทในพระวินัยว่า ครั้งหนึ่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงติเตียนพระภิกษุสัตตรสวัคคีย์ ซึ่งเล่นน้ำอยู่ในแม่น้ำอจิรวดีความว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ไฉนเล่า พวกเธอจึงได้เล่นน้ำกัน การกระทำของพวกเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใสแล้ว หรือเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่เลื่อมใสแล้วทรงบัญญัติสิกขาบท”18 ว่า“………….เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะกรรมคือหัวเราะในน้ำ”
มีอธิบายความว่า
ธรรมคือหัวเราะในน้ำนั้น ได้แก่ น้ำลึกพ้นข้อเท้าขึ้นไป ภิกษุมีความประสงค์จะรื่นเริง
ดำลงก็ดี ผุดขึ้นก็ดี ว่ายไปก็ดี
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
อนึ่ง
ในศาสนพิธี พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ใช้แม่น้ำทำสังฆกรรมได้ หรือที่เรียกว่า “โบสถ์น้ำ” (อุททุกเขปสีมา) ซึ่งมีประโยชน์โดยอ้อมด้วย ทำให้บริเวณนั้นดูสะอาด
เป็นสวนธรรมชาติไปด้วย ทำให้ต้นไม้ได้รับการบำรุง เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าชนิดต่างๆ
และนกนานาพันธุ์ นอกจากนี้
ทำให้วัดกลายเป็นเขตอภัยทานสำหรับ ปลา เต๋า และสัตว์น้ำชนิดต่างๆ



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น