พระป่ากับเด็กอาสา เพื่อป่าภูหลง
โดยพระนพดล ธีรวโร
(หมู่โสภิญ) วัดป่ามหาวัน (ภูหลง) บ้านตาดรินทอง ต.ธาตุทอง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
ภูหลงป่าดิบเขาผืนสุดท้ายแห่งเทือกเขาภูแลนคา
ภูหลงมีลักษณะเป็นป่าดิบเขาและยังเป็นหนึ่งในป่าต้นน้ำของแม่น้ำลำประทาวน้ำตกตาดโตน
หล่อเลี้ยงจังหวัดชัยภูมิก่อนไหลไปรวมกับแม่น้ำชี ภูหลงตั้งอยู่บนเทือกเขาภูแลนคา
ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผืนป่าขนาดมหึมากินพื้นที่ไปหลายอำเภอ
ทว่าปัจจุบันแทบไม่เหลือผืนป่าเลย
จากการถูกบุกรุกทำลายของนายทุนมีมาในชื่อของสัมปทานและการเกษตร ที่มาชื่อภูหลงนั้นมีมาจาก
2 เรื่องราว
เรื่องแรกนั้นด้วยความเป็นป่าดิบหนาทึบจนพรานในพื้นที่หลายต่อหลายราย
ที่เข้ามาล่าสัตว์ต้องหลงหาทางออกไม่ได้
ส่วนอีกเรื่องนั้นมาจากการที่ป่าภูหลงหลุดลอดจากสัมปทานป่าไม้ ในขณะที่ป่าบริเวณรอบๆ
นั้นเหี้ยนจนราบเป็นหน้ากลอง
วัดป่ามหาวัน พระป่ากับการอนุรักษ์ป่า “ภูหลง” ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านตาดรินทอง หมู่ที่ 6 ตำบลธาตุทอง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 805 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดชัยภูมิ และตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอภูเขียว มีระยะห่างประมาณ 36 กิโลเมตร ลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ภูเขาสูงสลับที่ราบบนภูเขา มีสภาพป่าไม้เป็นป่าดิบแล้งทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์สูง ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรป่าไม้ แหล่งสมุนไพร และสัตว์ป่า ประกอบกับเป็นป่าต้นน้ำลำธารสำคัญหลายสาย อาทิเช่น “ห้วยถ้ำเต่าและห้วยภูวัด” ซึ่งเป็นลำห้วยสาขาที่ไหลลงสู่ลำปะทาวและแม่น้ำชีต่อไป
จากความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาตินี้เอง กรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติภูหยวกและป่าสงวนแห่งชาติภูแลนคาด้านทิศเหนือ
ในปี พ.ศ. 2505 , 2510 และ2512 ตามลำดับ
และรัฐเปิดให้มีการสัมปทานตัดไม้ ในระหว่าง
ปี พ.ศ. 2514 – 2516 ภายหลังการยกเลิกการสัมปทานตัดไม้ชาวบ้านก็เข้าบุกเบิกพื้นที่ป่าบางส่วนเพื่อทำกินต่อมาหลวงพ่อบุญธรรม
และหลวงพ่อคำเขียน จากวัดป่าสุคะโต ตำบลท่ามะไฟหวานอำเภอแก้งคร้อ
ได้ตั้งวัดป่ามหาวัน(ภูหลง)โดยขอบิณฑบาตรพื้นที่บางส่วนที่ชาวบ้านทำกินและชักชวนให้ชาวบ้านที่เข้าบุกเบิกพื้นที่ทำกินบริเวณรอบพื้นที่ป่าภูหลงซึ่งต่อมาเรียกว่าบ้านตาดรินทอง
รวมกันปักแนวเขตวัดป่ามหาวัน (ภูหลง) เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูหลง
ซึ่งนำมาสู่การดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าอย่างมากมายภายในชุมชนจนกระทั่งปัจจุบัน
อาทิเช่น การวางแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูหลง
บวชป่า ปลูกป่า ทำแนวกันไฟ ชิงเผาจัดชุดลาดตระเวน
การเฝ้าระวังไฟป่า การเพาะกล้าไม้ การทำผ้าป่ากล้วยและไม้ไผ่เพื่อปลูกเป็นแนวกันไฟ
การทำแปลงปลูกของเยาวชน ปลูกป่าวันวิสาขบูชา
และร่วมกับโรงเรียนเพาะกล้าไม้ คืนให้ป่าภูหลง เป็นต้น
ในอดีตป่าภูหลงมีปัญหาการลักลอบตัดไม้อย่างหนัก พระสงฆ์ในวัดป่ามหาวัน และชาวบ้านตาดรินทอง ได้ร่วมกันออกลาดตระเวรเฝ้าระวังและขอบิณฑบาตจากกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาลักลอบตัดไม้
ปัญหาการลักลอบตัดไม้จึงยุติไป แต่ปัจจุบันป่าภูหลงต้องเผชิญกับปัญหาการลักรอบล่าสัตว์ และไฟป่าอย่างหนักประกอบกับพื้นที่ป่าภูหลงที่ยังคงเหลืออยู่มีลักษณะเป็นป่าดินแล้งและทุ่งหญ้า
ปัญหาไฟป่าจึงทำให้พื้นที่ป่าภูหลงลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังคงยืนยันในเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูหลงซึ่งจะเห็นได้จากการดำเนินกิจกรรมของชุมชนที่มีความต่อเนื่องและเข้มข้นมากยิ่ง
เช่น การปลูกป่าทุกปีถึงแม้จะเกิดไฟไหม้
การร่วมกันคิดค้นหาวิธีการป้องกันไฟป่า การจัดชุดลาดตระเวนทั้งเวลากลางวันและกลางคืนเพื่อป้องกันการล่าสัตว์และเฝ้าระวังไฟป่า
การจัดทำแนวกันไฟที่มีความกว้างมากขึ้น การประชุมปรึกษาหารือร่วมภายในชุมชนเพื่อหาทางออกกับปัญหาที่เกิดขึ้น
การจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานราชการ เอกชน
และชุมชนอื่นๆรอบพื้นที่ป่าภูหลงเพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือและคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าภูหลงเป็นต้น
ตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านที่ร่วมกันดูแลรักษาป่าได้สรุปบทเรียนการจัดการป่าชุมชนภูหลงไว้อย่างน่าสนใจ
กล่าวคือ การจัดการป่าชุมชนภูหลงที่ผ่านมา
มุ่งให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเป็นด้านหลัก แต่ขาดการมุ่งเน้นที่จะการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมให้ชุมชนอื่นๆที่อยู่รอบพื้นที่ป่าภูหลง
ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นตามที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วแต่เกิดจากคนที่ขาดจิตสำนึกมุ่งที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจนเกินกว่าความจำเป็น
ทั้งปัญหาไฟป่า ล่าสัตว์การบุกรุกพื้นที่ป่า และการลักลอบตัดไม้ยังคงมีอยู่ตลอดเรื่อยมา
เพราะความที่ภูหลงอุดมไปด้วยไม้มีค่าอย่างไม้ตะเคียน
ไม้มะค่าแต้(มีต้นมะค่าแต้ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) ไม้มะค่าโมง ไม้พยุง(ชิงชัน)
ไม้ยางนา ฯลฯ
ในปี 2533 พระไพศาล
วิสาโล ได้เข้ามาประจำอยู่ที่ภูหลงนี้(มีสำนักสงฆ์อยู่แล้วโดยหลวงพ่อบุญธรรมและหลวงพ่อคำเขียน)
การร่วมกันดูแลปกป้องผืนป่าภูหลงระหว่างพระและชาวบ้านจึงได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
เข้มแข็งและเข้มข้นขึ้นเรื่อย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างจิตสำนึกและกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนรอบพื้นที่ป่าภูหลง
จึงนำมาสู่การจัดกิจกรรม
กิจกรรมเบื้องแรกของการอนุรักษ์นั้นเป็นการเฝ้าระวังการลักลอบตัดไม้จากชุมชนรอบข้างของภูหลง
การช่วยกัน ดับไฟป่าจนปัจจุบันพัฒนามาเป็นการทำแนวกันไฟระยะหลายกิโลเมตรรอบป่า การปลูกป่าการลาดตระเวณป้องกันทั้งการลักลอบตัดไม้และการล่าสัตว์ป่าซึ่งมักจะจุดไฟเผาป่าเพื่อการล่าอยู่บ่อยครั้ง
การอนุรักษ์นั้นมีกลุ่มคณะบุคคล
อีกหลายกลุ่มที่เข้ามามีส่วนร่วมนอกเหนือจากชาวบ้านบ้านตาดรินทอง พระสงฆ์
อาทิกลุ่มเด็กรักนกของบ้านท่ามะไฟหวาน กลุ่มเครือบริษัทแปลน กลุ่มเลมอนฟาร์ม
บางจาก กลุ่มอาสาสมัครจากสถาบันการศึกษาต่างๆ
และรวมถึงกลุ่มชาวบ้านตาดรินทอง ตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย ลุงป่าน้าอา คนหนุ่มสาว
ตลอดจนเด็กเยาวชนในหมู่บ้าน
พระป่ากับเด็กอาสา เพื่อป่าภูหลง
ค่ายยุวธรรมอาสาป่าภูหลง
เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่พระสงฆ์กับเด็กๆ ในหมู่บ้านช่วยกันจัดขึ้น เด็กๆ
คือความหวังซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการอนุรักษ์ป่าภูหลง พะสงฆ์กับเด็กๆ ร่วมกันเรียนรู้เพื่อการสืบทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของการฟื้นฟูป่าภูหลง
นอกจากกิจกรรมทางศาสนาที่เด็กๆ มาร่วมกันทำทุกวันอาทิตย์ แล้ว งานอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ(ภูหลง)
ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เด็กๆ ในหมู่บ้าน ร่วมกันสร้างการมีส่วนร่วม สร้างจิตสำนึกรักธรรมชาติ
เข้าใจคุณค่า สำรวจ ศึกษา เก็บข้อมูลพันธุ์ไม้ป่า สมุนไพร เห็ด ป่าไม้ สัตว์ป่าในป่าชุมชนภูหลง
พระสงฆ์กับงานอนุรักษ์ป่า เมื่อกล่าวถึงบทบาท (Role) ของพระสงฆ์ในสังคมไทยจะเห็นได้ชัดเจนว่าพระสงฆ์มีบทบาทตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงตาย พระสงฆ์ คือผู้ที่สละแล้วซึ่งความเป็นปัจเจกภาวะ แต่มีชีวิตเพื่อสังฆภาวะ
เพื่อชุมชนมีจิตวิญญาณเพื่อชุมชน ในอดีตจนถึงทุกวันนี้ วัดและพระสงฆ์ยังคงเป็นศูนย์กลางของชุมชน
วัดเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ของชุมชน
มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็มาประชุมกันที่วัดมาร่วมกิจกรรมทางศาสนา บทบาทของวัดและพระสงฆ์อย่างที่กล่าวมา
บางแห่งอาจจะเบาบางลง
เป็นไปตามเหตุและปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงไปทางสังคมและโลก หากทว่า พระสงฆ์ที่วัดป่ามหาวัน
ยังคงทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปีแล้ว
งานอนุรักษ์ป่ากับงานพัฒนาชีวิตทางจิตวิญญาณ
เป็นงานแห่งชีวิตที่ไม่ใช่เพียงการดูแลต้นไม้และสรรพชีวิตในป่าเท่านั้น กล่าวคือ
ชีวิตต้องมาจากชีวิตเท่านั้น ดังนั้น ธรรมชาติจะกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อ
ชีวิตของผู้คนซึ่งพึ่งพาอาศัยผืนป่าอยู่นี้ก็ต้องฟื้นคืนกลับมามีชีวิต
มีลมหายใจที่เต็มเปี่ยมแห่งศรัทธาต่อทุกชีวิตได้เท่านั้น พระ ป่า คน
จึงต่างก็เป็นหนึ่งเดียวกัน ที่ต้องอาศัยพึ่งพากันตลอดไป.



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น